ฝ่ายค้านแนะรบ.รับมือวิกฤตศก. เร่งกระตุ้นจ้างงานใช้แผนยืดหยุ่น

วันที่ 27 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี มีการเสวนา “ฝ่ายค้านรับฟัง 4 กลุ่มเปราะบางจากวิกฤติโควิด” เวทีที่ 4 : ความเดือดร้อนภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ของตัวแทนแต่ละพรรคการเมืองของพรรคร่วมฝายค้าน จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยใน 5-6 ปีที่ผ่านมาไม่โต เหตุที่เศรษฐกิจไม่โตและเงินหาไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ขณะนี้จะมีการว่างงานถึง 11.8 ล้านคน หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารกำไรลดลง รัฐบาลต้องเลิกโกหก ถ้าประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่น แม้ประเทศอื่นจะติดลบด้านเศรษฐกิจ แต่ของไทยติดลบทางเศรษฐกิจช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สำหรับแนวทางที่จะเสนอรัฐบาล ต้องเร่งสร้างความมั่นใจพ.ร.ก.ซอฟต์โลนต้องทำให้เกิดการจ้างงาน รัฐบาลต้องหารายได้เพิ่มนอกจากเงินภาษี ถ้าแจกเงินอย่างเดียวเศรษฐกิจจะไม่โต โดยเฉพาะพื้นที่ไทยทับซ้อนกับเขมร มีพื้นที่ก๊าซอยู่ อีกทั้งต้อปรับงบประมาณ ต้องเลิกซื้อเรือดำน้ำ โดยเฉพาะงบประมาณของทหาร

ด้าน น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้เลย มีการอภิปรายในสภา หลายคนก็พูดไปแล้วว่ารัฐบาลประยุทธ์ไม่สามารถสร้างความมั่นได้ เพราะรัฐบาลตลอดครึ่งปีไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมามีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท กับพ.ร.บ.โอนงบฯ รัฐบาลมีงบกลาง 8.8 ล้านล้านบาท จะบอกว่าประเทศไม่มีเงินก็ไม่ถูกต้อง แต่เป็นปัญหาการบริหารของรัฐบาลมากกว่า อยากให้รัฐบาลเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการ เรามีแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท เป็นการตีเช็คเปล่า ดังนั้นการปรับแผนงานสามารถทำได้ ส่วนพรรคก้าวไกลมีแนวทางจะเสนอไปยังผู้ประกอบการ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจส่งเสริมการลงทุนให้มาก ต้องมีโมเดลในการเปิดประเทศเพื่อดูแลความปลอดภัยโรคระบาด ต้องมีจินตนาการวางแผนการลงทุน ส่งออกการท่องเที่ยว มากกว่าเน้นขายทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นอีสปอร์ต การส่งเสริมท่องเที่ยวแบบอีโค และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ภาครัฐต้องปรับตัวส่งเสริมภาคการลงทุนอุตสาหกรรมส่งออกมากขึ้น นอกจากนี้ในสมัยประชุมรัฐสภาสมัยหน้า พรรคก้าวไกลจะยื่นล่ารายชื่อภาคประชาชน 50,000 รายชื่อร่วมกับร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชนของไอลอว์ เพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาในการปิดสวิตช์ส.ว.ต่อไป โดยพรรคก้าวไกลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ด้าน นพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุว่า โรคโควิด-19 กระทบประชาชนทั้งโลก ในประเทศไทยกระทบรุนแรงมากจีดีพีสิ้นเดือน มิ.ย. ติดลบ 8 % ทั้งปีจะติดลบ 12% เราอาจเป็นประเทศติดลบมากที่สุดในอาเซียน รัฐบาลควรออกไปได้แล้ว โดยเฉพาะโครงการชิมช้อปใช้ ออกมาหลายเฟส แต่ต้องผ่านแอปพลิเคชัน ผู้มีรายได้น้อยยากจะเข้าถึงได้ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน มียอดจองห้องพักเพียง 6 แสนกว่าห้อง คิดเป็นวงเงินเพียง 1,800 ล้านบาท เห็นชัดเจนว่ายังไม่พอ อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณก่อนโควิด จึงล้าสมัยไม่ตอบโจทย์การจัดสรรงบฯ แก้ปัญหาโควิด เป็นความไม่ฉลาดของรัฐบาลชุดนี้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหา ตอนนี้เป็นห่วงหนี้ครัวเรือนเพราะสูงถึง 80 % ของจีดีพี สำนักบริหารหนี้สาธารณะยอมรับว่าหนี้สาธารณะสูงถึง 7 ล้านล้านบาท เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายไม่พอก็ต้องกู้เงินมาสะสมจนเป็นหนี้ อยากเสนอให้มีการจ้างงานเพื่อสร้างรายได้มีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจให้หมุนเวียน นอกจากนี้ รักษาแรงงานไว้อย่าปลดออก เพราะไม่รักษาแรงงานไว้ไปปลดออกจะเพิ่มคนตกงานอย่างมหาศาล ผลกระทบจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังโควิดจะยังเจอวิกฤต ต้องเตรียมการในเรื่องนี้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า วันนี้ต้องลดค่าใช้จ่าย สาธารณูปโภคของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะค่าไฟ วันนี้ถ้าจะแก้ปัญหาต้องกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรไม่ให้รวมศูนย์กลาง เบี้ยประชุมกรรมการกฤษฎีกาที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีเบี้ยประชุม 1 ปี มีเบี้ยประชุม 110 ล้านบาท เป็นงบประมาณมากกว่าอบต. และวิจัยโควิด-19ที่เบี้ยประชุมสูงมากเพราะให้ความมั่นคงของรัฐ จะออกกฎหมายอะไรก็ได้ให้อำนาจของรัฐมีอยู่ ไม่ไว้ใจประชาชน

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ระบุว่า รัฐบาลไม่มีวิธีแก้ปัญหา นอกจากแจกเงินที่แจกไม่เป็น แจกตอนใกล้หาเสียง และเงินก็ไหลไปที่กระเป๋าเจ้าสัว ใน 6 ปีที่ผ่านมามีการใช้เงินกว่า 20 ล้านล้านบาท ใช้แล้วเศรษฐกิจก็แย่ลง เป็นรัฐบาลที่กู้เงินเยอะที่สุด

นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้อยู่ที่การส่งไม่ออกตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์มายึดอำนาจปี 2557 และบอกว่าขอเวลาไม่นาน รวมทั้งยังสืบทอดอำนาจอีก เราให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์มานานแล้ว และทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ถ้ารอการช่วยเหลือจากรัฐบาลจะยาก งบประมาณ ปี 2563-2564 นั้นหมดไปกับงบประมาณกองทัพด้านความมั่นคง และมีการเก็บภาษีไม่เข้าเป้าถึง 3 แสนล้านบาท ดังนั้น การบริหารของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพ หลอกเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ปกป้องเงินภาษี แต่ประชาชนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญโคตรโกง ปกป้องคนโกง ปกป้องเผด็จการ

บทความก่อนหน้านี้“นิกร”เผยรัฐบาล-ส.ว.ต้องช่วยกันแบก ตั้งกมธ.แก้รัฐธรรมนูญไม่ครบ3ฝ่าย
บทความถัดไปจรัญ พงษ์จีน : ถึงวาระผลัดใบผู้นำเหล่าทัพ