เวทีฝ่ายค้าน ชี้เศรษฐกิจไทยติดลบหนักช่วง ประยุทธ์ ยึดอำนาจ ถลุง 20 ล้านล้าน

เวทีฝ่ายค้าน ชี้เศรษฐกิจไทยติดลบหนักช่วง ประยุทธ์ ยึดอำนาจ เป็นรัฐบาลที่ถลุงเงินมากถึง 20 ล้านล้าน แนะ รบ.เร่งกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน เลิกซื้อเรือดำน้ำ

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ รร.เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี ฝ่ายค้านจัดเวทีเสวนา “ฝ่ายค้านรับฟัง 4 กลุ่มเปราะบางจากวิกฤติโควิด” เวทีที่ 4 : ความเดือดร้อนภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก ของตัวแทนแต่ละพรรคการเมืองของพรรคร่วมฝายค้าน จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยใน 5-6 ปีที่ผ่านมาไม่โต เหตุที่เศรษฐกิจไม่โตและเงินหาไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ขณะนี้จะมีการว่างงานถึง 11.8 ล้านคน หนี้เสียจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารกำไรลดลง ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเลิกโกหก ถ้าประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่น แม้ประเทศอื่นจะติดลบด้านเศรษฐกิจ แต่ของไทยติดลบทางเศรษฐกิจช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สำหรับแนวทางที่จะเสนอรัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจ พ.ร.ก.ซอฟต์โลนต้องทำให้เกิดการจ้างงาน รัฐบาลต้องหารายได้เพิ่มนอกจากเงินภาษี ถ้าแจกเงินอย่างเดียวเศรษฐกิจจะไม่โต โดยเฉพาะพื้นที่ไทยทับซ้อนกับเขมร มีพื้นที่ก๊าซอยู่ อีกทั้งต้องมีการปรับงบประมาณ ต้องมีการเลิกซื้อเรือดำน้ำ โดยเฉพาะงบประมาณของทหาร

ด้าน น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่าภาคตะวันออกเป็นหัวหอกทางเศรษฐกิจ จ.ชลบุรี มีระบบอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ มีการจ้างงาน 3.2 ล้านคน เพราะ จ.ชลบุรี มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลมีคณะทำงานติดตามการส่งออก เพราะการส่งออกซึมยาวกกว่าที่ผ่านมา มีการติดลบทางเศรษฐกิจในที่ผ่านมา ส่วนภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกนั้น ไทยอาศัยตลาดจีนโดยจีนกลับเจอสถานการณ์โควิดหนักหน่วง และยังฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกด้วย สถานการณ์ทั่วโลกก็ยังไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ คณะทำงานได้ติดตามการส่งออก โดยที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมสูงวัย ก็เป็นอุปสรรคในภาคอุตสาหกรรมและการบริหารในการส่งออก รวมทั้งมีปัญหาทักษะในเรื่องแรงงานด้วย อีกประเด็นมีการแข็งค่าเงินบาทในช่วงปีที่ผ่านมาและต้นปี 2563 ไม่ได้สอดคล้องในการแข่งขันกับประเทศไทยด้วย

น.ส.เบญจา กล่าวอีกว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้เลยมีการอภิปรายในสภาหลากหลาย หลายท่านก็พูดไปแล้วว่ารัฐบาลประยุทธ์ไม่สามารถสร้างความมั่นได้ เพราะรัฐบาลตลอดครึ่งปีไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมามีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทกับ พ.ร.บ.โอนงบฯ รัฐบาลมีงบกลาง 8.8 ล้านล้านบาท จะบอกว่าประเทศไม่มีเงินก็ไม่ถูกต้อง แต่เป็นปัญหาการบริหารของรัฐบาลมากกว่า อยากให้รัฐบาลเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการ เรามีแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการตีเช็คเปล่า ดังนั้นการปรับแผนงานสามารถทำได้

ส่วนพรรคก้าวไกลมีแนวทางจะเสนอไปยังผู้ประกอบการ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจส่งเสริมการลงทุนให้มาก ต้องมีโมเดลในการเปิดประเทศเพื่อดูแลความปลอดภัยโรคระบาด ต้องมีจินตนาการวางแผนการลงทุน ส่งออกการท่องเที่ยว มากกว่าเน้นขายทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นอีสปอร์ต การส่งเสริมท่องเที่ยวแบบอีโค และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ โดยภาครัฐต้องปรับตัวส่งเสริมภาคการลงทุนอุตสาหกรรมส่งออกมากขึ้น นอกจากนี้ในสมัยประชุมรัฐสภาสมัยหน้า พรรคก้าวไกลจะยื่นล่ารายชื่อภาคประชาชน 50,000 รายชื่อร่วมกับร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชนของ ไอลอว์ เพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาในการปิดสวิตช์ ส.ว.ต่อไป โดยพรรคก้าวไกลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ด้านนพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า โรคโควิด-19 กระทบประชาชนทั้งโลก ในประเทศไทยกระทบรุนแรงมาก ในจีดีพีสิ้นเดือน มิ.ย. ติดลบ 8 % ทั้งปีจะติดลบ 12% เราอาจเป็นประเทศติดลบมากที่สุดในอาเซียน ทั้งอาเซียน ติดลบไม่มากเท่าไทย ทั้งนี้ เศรษฐกิจของไทยพึ่งพาอุตสาหกรรม การส่งออกเป็นหลัก เมื่อมีโควิด-19 การส่งออกก็หยุดชะงัก ทั้งนี้ ภาคการเกษตร มีแรงงานถึง 40 % แต่จีพีดี 10 % เมื่อภาคส่งออกและท่องเที่ยวพึ่งไม่ได้ก็ซ้ำเติมรุนแรง ตอนที่การท่องเที่ยวโต ต้องการภาคแรงงาน เมื่อท่องเที่ยวตายก็กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของภาคแรงงาน รัฐบาลควรออกไปได้แล้ว โดยเฉพาะโครงการชิมช้อปใช้ ออกมาหลายเฟส แต่ต้องผ่านแอปพลิเคชัน ผู้มีรายได้น้อยยากจะเข้าถึงได้ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน มียอดจองห้องพักเพียง 6 แสนกว่าห้อง คิดเป็นวงเงินเพียง 1,800 ล้านบาท เห็นชัดเจนว่ายังไม่พอ

อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณก่อนโควิด จึงล้าสมัยไม่ตอบโจทย์การจัดสรรงบฯ แก้ปัญหาโควิด ซึ่งเป็นความไม่ฉลาดของรัฐบาลชุดนี้ที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหา ตอนนี้เป็นห่วงหนี้ครัวเรือนเพราะสูงถึง 80 % ของจีดีพี สำนักบริหารหนี้สาธารณะยอมรับว่าหนี้สาธารณะสูงถึง 7 ล้านล้านบาท เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายไม่พอก็ต้องกู้เงินมาสะสมจนเป็นหนี้ ตนอยากเสนอให้มีการจ้างงานเพื่อสร้างรายได้มีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจให้หมุนเวียน นอกจากนี้ รักษาแรงงานไว้อย่าปลดออก เพราะไม่รักษาแรงงานไว้ไปปลดออกจะเพิ่มคนตกงานอย่างมหาศาล ผลกระทบจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังโควิดจะยังเจอวิกฤตที่จะต้องเตรียมการในเรื่องนี้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า วันนี้ต้องลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะค่าไฟ วันนี้ถ้าจะแก้ปัญหาต้องกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรไม่ให้รวมศูนย์กลาง เบี้ยประชุมกรรมการกฤษฎีกาที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีเบี้ยประชุม 1 ปี มีเบี้ยประชุม 110 ล้านบาท เป็นงบประมาณมากว่า อบต. และวิจัยโควิด-19 ที่เบี้ยประชุมสูงมาก เพราะให้ความมั่นคงของรัฐ จะออกกฎหมายอะไรก็ได้ให้อำนาจของรัฐมีอยู่ ไม่ไว้ใจประชาชน

ด้านนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีวิธีแก้ปัญหา นอกจากแจกเงินที่แจกไม่เป็น แจกตอนใกล้หาเสียง และเงินก็ไหลไปที่กระเป๋าเจ้าสัว ใน 6 ปีที่ผ่านมามีการใช้เงินกว่า 20 ล้านล้านบาท ใช้แล้วเศรษฐกิจก็แย่ลง เป็นรัฐบาลที่กู้เงินเยอะที่สุด และไม่คิดว่ามาก่อนว่าจะมีผู้บริหารห่วยแตกขนาดนี้

นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ระบุว่า ปัญหาตอนนี้อยู่ที่การส่งไม่ออกตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์มายึดอำนาจปี 2557 และบอกว่าขอเวลาไม่นาน รวมทั้งยังสืบทอดอำนาจอีก เราให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์มานานแล้ว และทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ถ้ารอการช่วยเหลือจากรัฐบาลจะยาก งบประมาณ ปี 2563-2564 นั้นหมดไปกับงบประมาณกองทัพด้านความมั่นคง และมีการเก็บภาษีไม่เข้าเป้าถึง 3 แสนล้านบาท ดังนั้น การบริหารของรัฐบาลขาดประสิทธิภาพ หลอกเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ปกป้องเงินภาษี แต่ประชาชนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญโคตรโกง ปกป้องคนโกง ปกป้องเผด็จการ

บทความก่อนหน้านี้‘สุวินัย’ อ่านเกมเพื่อไทยแพแตก – “หมากประกาศิต”‘คุณหญิงพจมาน’ ส่งผลม็อบ 14 ตุลาเกิดยาก
บทความถัดไปเครื่องเคียงข้างจอ / วัชระ แวววุฒินันท์ / นาฏราช 11