ครูธัญ ซัด!การศึกษาไทยคือกะลาที่ตีตราผู้หญิงจากภาพ หลังแบบเรียน ป.5นำรูปภาพนักร้องสาวมาชี้นำ

ธัญวัจน์ ก้าวไกล ซัดกระทรวงศึกษากรณีแบบเรียนชั้นป.5นำภาพนักร้องสาวมาใช้ชี้นำว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม ชี้การศึกษาไทยคือกะลาที่ตีตราผู้หญิงจากภาพ

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล
กล่าวถึงกรณีที่หนังสือแบบเรียนวิชาสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในแบบฝึกหัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ ของกระทรวงศึกษาธิการ นำภาพนักร้องสาว ขนมจีน กุลมาส สารสาส ศิลปินนักร้อง ใส่เสื้อยืดกระโปรงและทำผมตามแฟชั่น และแบบฝึกนี้ให้เป็นการเขียนอภิปราย โดยเป็นคำถามชี้นำว่า “วัฒนธรรมนี้เหมาะสมกับคนไทยหรือไม่” โดยมีคำตอบชี้นำในการเล่มเฉลยสำหรับครูว่า “ไม่เหมาะสม เพราะไม่เรียบร้อย”

สิ่งนี้ไม่ใช่การไม่พัฒนาของการศึกษาไทย การศึกษาไทยปลูกฝังการตัดสินผู้อื่น เหยียดบุคคลจากรูปลักษณ์ภายนอก ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น น่าสลดใจที่ศตวรรษที่21 ประเทศไทยเดินไปไม่ทันโลกที่เปลี่ยนไปผู้ออกแบบเรียนไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นนอกกะลาใบนี้ เหตุใดกระทรวงศึกษาฯถึงอนุมัติให้แบบเรียนนี้ออกมาชัดเจนแล้วว่าวิสัยทัศน์ของผู้บริหารติดลบ

มาถึงตรงนี้ อย่าแปลกใจหรือสงสัยว่าเหตุใดนักเรียนทั่วประเทศออกมาชู3นิ้ว การดีเบตของนักเรียนกับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาถึงแตกต่างเหมือนอยู่คนละโลก

การศึกษาคือสิ่งที่ประเทศที่พัฒนาให้ความสำคัญเพราะการศึกษาคือรากญานของบุคคล่กรที่มีคุณภาพแต่ประเทศไทยยังมีแบบเรียนที่ล้าหลัง ชี้นำความคิดปลูกฝังวัฒนธรรมผิดๆแบบนี้อยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่างเพราะการศึกษาไทยการสอนให้เด็กไทยไม่เคารพผู้อื่น นำพาสู่การไม่เคารพตัวเอง

ประเทศไทยต้องการการศึกษาที่เปิดกว้างที่ทันโลก เราต้องการการเรียนการสอนที่ให้รู้จักการเคารพตนเองและผู้อื่น เราอยู่ในสังคมที่วัน ๆ เอาแต่จ้องจับผิดผู้อื่น แทนที่จะทำหน้าที่ตนเองให้สร้างสรรค์ เราอยู่ในสังคมที่ใครแตกต่างก็ถูกมองว่าผิดแปลก สร้างความเป็นพวกพ้องไม่กล้าแตกต่างเพราะสังคมจะมองว่าแตกแถว แล้วเราจะพัฒนาสังคมจองเราให้ยอมรับความหลากหลายได้อย่างไร

ทั้งนี้อยากเรียกร้องไปยังอยากกระทรวงศึกษาพัฒนาวิชาสังคมดังกล่าว ให้มีการเรียนรู้เข้าใจสังคมและความหลากหลาย และ หยุดการสอนให้เด็กตีตราผู้อื่น เพราะมันการสร้างความเกลียดชังที่นำพาไปสู่การ Bully และร้ายไปถึงการส่งผลต่อจิตใจผู้อื่น

นอกจากนี้ ธัญวัจน์กล่าวว่า หากเรืีองแค่นี้ยังไม่สามารถปรับปรุงได้ตนเห็นว่ารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาควรพิจารณาตนเองเสียทีว่าการเป็นเจ้าของโรงเรียนราคาแพงไม่ได้หมายถึงการมีศักยภาพในการบริหารระบอบการศึกษาระดับประเทศ

บทความก่อนหน้านี้กาแฟดำ | เมื่อปริญญาไร้ความหมาย มหาวิทยาลัยก็ล่มสลาย
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 11-17 กันยายน 2563