‘วิโรจน์’ ชี้ทางออกวิกฤตคือต้องรับฟังอย่างมีสติ มีวุฒิภาวะ เตือนผู้มีอำนาจรัฐ อย่าใช้รุนแรง

วิโรจน์ ชี้ ทางออกจากวิกฤตคือต้องรับฟังอย่างมีสติ มีวุฒิภาวะ สังคมต้องส่งเสียงเตือนผู้มีอำนาจ อย่าใช้รุนแรง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวแสดงความเห็น ทางออกจากวิกฤตการเมืองขณะนี้ โดยเสนอว่าทุกฝ่ายต้องอดทนอดกลั้น รับฟังอย่างมีวุฒิภาวะ อย่าผลักให้คนที่เราไม่เห็นด้วยให้อยู่ตรงข้าม

ทางออกจากวิกฤติ คือ การรับฟังอย่างไม่มีอคติ อย่าเพ่งโทษใครเอาไว้ล่วงหน้า อย่าผลักให้คนที่พูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยไปอยู่ฝั่งตรงข้าม และต่างรับฟังซึ่งกันและกัน อย่างมีวุฒิภาวะ

“และสิ่งที่สังคมนี้ ต้องยืนยันร่วมกันก็คือ การไม่ยอมรับกับความรุนแรง ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผมยังคงยืนยันว่า สังคมควรรับฟังกันอย่างมีวุฒิภาวะ และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และหากการใช้สิทธิ เสรีภาพของประชาชน ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ มีประชาชนถูกคุกคามจากรัฐ และถูกดำเนินคดี ผมก็พร้อมใช้ตำแหน่งประกันตัว เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้วินิจฉัย อย่างเป็นธรรมครับ การกล่าวถึงสถาบัน หากเจตนา และแก่นของสาระ นั้นเป็นการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การมีคนเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ก็เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต้องรับฟังซึ่งกันและกัน อย่างมีวุฒิภาวะ และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การไม่ใช้คำพูดตีตราให้คนที่คิดต่างจากเรา ให้ถูกมองเป็น “คนไม่ดี” ทั้งๆ ที่เจตนาของเขา เป็นความหวังดี อย่างคำว่า “จาบจ้วง” นี่ไม่ควรใช้เลย เพราะเป็นการผลักให้คนที่เราไม่เห็นด้วย ไปอยู่ฝั่งตรงข้าม และเกิดความเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทั้งๆ ที่เนื้อแท้ และเจตนา ต่างฝ่าย ต่างตั้งใจที่จะธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของชาติ และเป็นมิ่งขวัญ ของปวงชนชาวไทย ที่ยั่งยืนสถาพรสืบไป”

“ความสูญเสียทุกครั้งในอดีต เกิดจากการสั่งการให้ใช้อาวุธจาก “ผู้มีอำนาจ” ทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงความสูญเสีย สังคมนี้ต้องช่วยกันเตือนไปที่รัฐบาลผู้มีอำนาจ ไม่ให้ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าเงื่อนไขใดก็ตาม นี่จึงเป็นวิธีที่จะป้องกันความสูญเสียที่ถูกทางที่สุด”

บทความก่อนหน้านี้“สุพัฒนพงษ์” เริ่มทำงาน14ส.ค. ตัดสินใจโรงไฟฟ้าชุมชนไปต่อหรือพอแค่นี้
บทความถัดไป“เราไม่ทิ้งกัน” ปุ่มใหม่มาแล้ว ให้ผู้มีสิทธิ์รับ 5,000 แต่ยังโอนไม่สำเร็จ 70,000 คน