“เทพไท” ระบุ แผนปฎิรูปประเทศ ล้มเหลวทุกด้าน แนะ จับตาเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปากน้ำ บทพิสูจน์ กกต.

“เทพไท” ระบุ แผนปฎิรูปประเทศ ล้มเหลวทุกด้าน แนะ จับตาเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปากน้ำ บทพิสูจน์ กกต.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปราย วาระรับทราบ รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญฯ (เดือนมกราคม-มีนาคม 2563) ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรทุก3เดือน เป็นการรายงานที่บ่อยครั้งจนเกินไป ควรจะรายงานทุก6เดือนครั้ง หรือปีละ1ครั้ง จึงฝากให้ไปปฎิรูปรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 เสียก่อน

จากรายงานแผนการปฏิรูปประเทศด้านตัวชี้วัดของแผนการปฏิรูปด้านการเมือง มี5ข้อคือ

1.ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันเลยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประเด็นนี้การปฏิรูปยังล้มเหลวอยู่ เพราะยังมีประชาชนไม่เข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยจำนวนมาก ไม่เฉพาะประชาชนเท่านั้น แม้แต่ผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยดีพอ จนถึงระดับนักศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะยังมีข้อความในลักษณะจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ที่ปรากฏตามสื่อโซเชียลมีเดีย

2.พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมเป็นไปโดยเปิดเผย และตรวจสอบได้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน ประเด็นนี้ต้องกลับไปปฏิรูปหรือแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองเสียก่อน เพราะมีการกำหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองเสียค่าบำรุงพรรคปีละ 50 บาท จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง ต้องยกเลิกการเสียค่าบำรุงของพรรคการเมืองออกไป

3.พรรคการเมืองมีกลไกความรับผิดชอบในการประกาศโฆษณานโยบาย ที่มิได้วิเคราะห์ผลกระทบความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่สามารถปฏิรูป หรือมีบทลงโทษต่อพรรคการเมืองได้ เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองหลายพรรค ที่ประกาศนโยบายในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร ก็ไม่ได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้

4.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อประชาชนในการปฎิบัติหน้าที่ของตน ประเด็นนี้มีหลักฐานปรากฏชัดจากการจัดลำดับความโปร่งใสของมูลนิธิองค์กรต้านคอรัปชั่น ที่ดัชนีความโปร่งใสลดลง แสดงว่ายังมีการทุจริตคอรัปชั่นทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำปรากฎให้เห็นอยู่

5.การแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ต้องยอมรับความจริงว่าในกรณีความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่ได้หมดไป แม้ว่าการเข้ามายึดอำนาจของ คสช. และประกาศสลายสีเสื้อ ประกาศสร้างความเป็นเอกภาพของชนในชาติ แต่ก็ยังไม่เป็นจริง ความแตกแยกหรือขัดแย้งทางการเมืองมากยังมีอยู่

ส่วนแผนความคืบหน้าโครงการกิจกรรมสำคัญตามแผนการประชุมประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ของสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ที่กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายในไตรมาส4 ของปี 2561 จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมได้ ถือว่าเป็นการปฏิรูปที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เห็นได้จากการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2563 มีการทุจริตจำนวนมากมาย จนเกิดการล่าช้าในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และขอให้จับตาการเลือกตั้งซ่อมเขต5 จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอาทิตย์ที่9สิงหาคมนี้ ว่า กกต.สามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมได้หรือไม่ ถ้าหากไม่สามารถจัดการเลือกตั้งซ่อมระดับชาติได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นในช่วงปลายปีนี้ไปต้นไปตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไว้

บทความก่อนหน้านี้“จาตุรนต์” ส่ายหน้า “อภิรัชต์” ไม่น่าทำลายตัวเอง ชี้กล่าวหาคนอื่นชังชาติ ยิ่งมีแต่ทำให้แย่ลง
บทความถัดไป“อนุกมธ.ด้านลงทุน-ศก. สว.” ชง 7 ข้อฟื้นฟูศก.ฐานราก ที่ได้รับผลกระทบวิกฤตโควิด