‘ปิยบุตร’ ชี้คดีบอส “ข้ามหัวประชาชน”ตั้งแต่วันแรกพยายามเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาถึงปมยารักษาฟัน ยืนยันรื้อคดีได้

วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมจัดรายการ ก้าวหน้า Talk กับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โดยมีผู้ชมถามถึงความเป็นไปได้ในการรื้อคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ซึ่งกำลังเป็นที่กังขาอย่างมากในสังคมว่ามาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย บังคับใช้อย่างเท่าเทียมหรือไม่

นายปิยบุตรกล่าวว่า คดีนี้หากจะเรียกสั้นๆก็ต้องเรียกว่า ทำ “ข้ามหัวประชาชน” ตั้งแต่การมีพ่อบ้านมารับผิดแทน การแก้ตัวว่าแอลกอฮอลที่ตรวจพบในร่างกายนายวรยุทธเป็นการดื่มหลังก่อเหตุ ปล่อยคดีขาดอายุความ มาจนถึงการพยายามสั่งไม่ฟ้องคดีอย่างเงียบๆ แต่กลับถูก CNN เปิดประเด็นจนสังคมรับรู้ และล่าสุด การที่พยานที่ให้การว่านายวรยุทธไม่ได้ขับรถเร็ว เสียชีวิตกะทันหัน รวมถึงมีการอ้างว่าโคเคนที่พบในการตรวจร่างกายนายวรยุทธ เป็นยารักษาฟัน

ส่วนการรื้อคดีนั้น เป็นไปได้โดยครอบครัวผู้เสียหาย หรือผู้มีส่วนได้เสียในคดี สามารถฟ้องร้องต่อศาลว่าคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ เป็นคำสั่งที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่มีข้อจำกัดว่าก็ต้องหาหลักฐานว่ามีการทุจริต รับสินบน หรือข้อยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจริงๆ นอกจากนี้ การที่ระบบการดำเนินคดีโดยรัฐจบลงแล้ว กลายเป็นหน้าที่ของผู้เสียหาย ทำให้น่าเป็นห่วงว่าครอบครัวผู้ตายจะโดนอิทธิพลกดดันหรือไม่ และยังต้องเสียเวลา เสียทุนทรัพย์ในการฟ้องร้อง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนที่ไม่มีรายได้หรือต้นทุนทางสังคมมากนัก จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้มีบทบาทในเรื่องนี้

ด้านนายธนาธร ให้ความเห็นว่ากรณีนี้ควรนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สำเร็จ โดยยกตัวอย่างเทียบเคียงกับกรณีมาเลเซีย ซึ่งนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริงฐานทุจริตยักยอกเงินกองทุน 1MDB และต้องโทษจำคุก 12 ปี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่าคดีนี้จะ “มวยล้ม” เพราะพันธมิตรพรรคการเมือง “ปากาตัน ฮารัปปัน” ที่โค่นนายนาจิบในการเลือกตั้งปี 2561 ล่มสลายลง อำนาจกลับมาอยู่ที่พรรคอัมโนของนายนาจิบ แต่ด้วยกระแสสังคมที่กดดันอย่างต่อเนื่อง และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จริงจัง ทำให้กระบวนการทางกฎหมายสามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่เคยมีอำนาจระดับนายกฯ มาลงโทษได้

นอกจากนี้ นายธนาธรยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญในกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งนายปิยบุตรนั่งเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย โดยยืนยันว่าการที่ส.ว. เริ่มยอมรับการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเพราะกระแสกดดันจากการชุมนุม และการเรียกร้องของนักศึกษาประชาชนทั่วประเทศ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดเดือน ต้องยกเครดิตให้กับประชาชน ที่ทำให้ฝ่ายส.ว. ตอบรับ จากเดิมที่แข็งขืนต่อต้านมาตลอด

ส่วนขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญ นายปิยบุตรกล่าวว่าเป็นไปได้ว่าทำทันในสมัยประชุมนี้ เริ่มจากยกเลิกมาตรา 279 ที่ให้ความคุ้มครองรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบรรดาประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งหมด ต่อด้วยการยกเลิก 4 มาตรา คือ 269-272 ที่ว่าด้วยเรื่อง ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล หากยกเลิก ส.ว. 250 คน ไปก็หมายความว่า ส.ว. ทั้งหมดนี้จะพ้นจากตำแหน่ง และกลับไปใช้วุฒิสภาตามระบบปกติของรัฐธรรมนูญที่มาจากสรรหาตามกลุ่มอาชีพ และอำนาจของ ส.ว ตามบทเฉพาะกาลก็จะหมดไปด้วย นอกจากนี้กรณีที่ให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงร่วมออกแบบกฎหมายปฏิรูปต่างๆ อำนาจเหล่านี้จะสิ้นสุดลงทันที

นายปิยบุตรย้ำว่าการแก้สองเรื่องแรกนี้ ทำได้เลยเพราะไม่ต้องประชามติก่อน ส่วนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ จะใช้เวลาเป็นปี โดยต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อปรับวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ง่ายขึ้น คือ ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา พร้อมกันนั้นก็เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แล้วให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตรเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันกดดันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต่อไป เพราะกระบวนการยังอีกยาวไกล แม้วันนี้ส.ว. จะเริ่มเห็นด้วยและมีทิศทางตอบรับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่หากประชนชนหยุดเรียกร้อง หยุดกดดัน ก็เป็นไปได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก

บทความก่อนหน้านี้‘ธนาธร’ วอนอาชีวะส่งเสียงของตนเอง อย่าให้ใครอ้างชื่อ! ก่อม็อบชนม็อบ “เปิดทางรัฐประหาร”
บทความถัดไปทราย เจริญปุระ | ตีตรา “บ้า”