“สุพันธุ์” ถกทูตเยอรมัน ชี้รัฐต้องชัดเจนนโยบายรถ EV-CPTPP

วันที่ 6 กรกฏาคม 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้หารือร่วมกับเอกอัครราชทูตเยอรมัน ประจําประเทศไทย ในเรื่องการลงทุนในไทย โดยเยอรมนีมีความเป็นห่วงแผนการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลไทยยังไม่ได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลงทุนสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ยังมีน้อย และกฎหมายของไทยยังไม่มีมาตรการบังคับให้เกิดสถานีชาร์จไฟฟ้าเพิ่ม เช่น การสร้างคอนโดมิเนียมยังไม่มีกฎหมายบังคับให้มีจุดชาร์จไฟฟ้า หรือในสถานที่อื่นๆ

ซึ่งทางเยอรมนีมองว่าหากไทยยังไม่มีความพร้อมในเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้า ก็ยากที่จะผลักดันให้มีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่สามารถผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในไทยได้ ดังนั้น ทางค่ายรถยนต์ของเยอรมนี เช่น ค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มีโรงงานในประเทศไทย มีแผนที่จะไม่ลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะชะลอแผนการลงทุนออกไปก่อน จนกว่าไทยจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้

ส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ นั้น มองว่าขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ทั้งของเยอรมนี และสหภาพยุโรป ยังไม่ได้มีแผนชัดเจนการเข้ามาลงทุนในอาเซียน ดังนั้นไทยควรจะฉวยโอกาสในช่วงนี้ ดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทย โดยใช้จุดเด่นในมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการผลิตเพื่อจำหน่ายในอาเซียน ซึ่งมั่นใจว่ายังมีบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปต้องการมาลงทุนในภูมิภาคนี้อีกมาก

นอกจากนี้ ทางเยอรมียังอยากให้ไทยมองธุรกิจเยอรมนีที่เข้ามาตั้งในไทยให้มีสิทธิต่างๆ เท่าเทียกับบริษัทของไทย เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ภายในประเทศ และมาตรการส่งเสริมต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการขยายกิจการต่างๆ ในไทยเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ไทยควรจะเพิ่มจุดแข็งในการดึงดูดการลงทุน โดยการขยายความร่วมมือเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ เช่น เขตการค้าเสรีไทย-ยุโรป และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) โดยเฉพาะ CPTPP ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกต้องการให้ไทยเข้าร่วมมาก ได้ทำหนังสือไปยังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ช่วยผลักดันในเรื่องนี้ ซึ่งหากไทยไม่เข้าร่วม CPTPP จะทำให้ลดความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และอาจทำให้มีธุรกิจบางส่วนของญี่ปุ่นย้ายไปลงทุนประเทศอื่นที่เป็นสมาชิก CPTPP ทำให้ในอนาคตอาจทำให้ซัพพลายเชนต่างๆ หรือชิ้นส่วน วัตถุดิบต่างๆ ย้ายตามออกไปด้วย ส่งผลให้จุดแข็งในเรื่องซัพพลายเชนของไทยอ่อนแอลง

บทความก่อนหน้านี้ซี.พี. เข้าบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ ต.ค.64
บทความถัดไปจักรกฤษณ์ สิริริน : 24 ชั่วโมงที่ไม่เท่ากัน ระหว่าง Bill Gates กับเรา “เขาเป๊ะมาก!”