80ปีนิธิเอียวศรีวงศ์ : ‘ปิยบุตร’ มองเป้าหมาย รธน. 49-60 มีเพื่อแก้แค้น เกษียรชี้ปฏิรูปต้องเกิดจากเบื้องล่าง

‘ปิยบุตร’ ซัดเป้าหมาย รธน. 4 ฉบับหลัง ทำเพื่อแก้แค้น-เอาคืน ออกกติกาให้ตัวเองอยู่ในอำนาจตลอด

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ร้านเบรนเวคมติชนอคาเดมี “มติชนสุดสัปดาห์” จัดงานเสวนาหัวข้อ “80 ปี นิธิ เอียวศรีวงศ์’ #Oldไม่Out สังคมไทย ไปต่ออย่างไร ในความ(ไม่)ใหม่” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย รศ.ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และนายเกษียร เตชะพีระ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อ.ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย ผศ.อรุณี กาสยานนท์


ปิยบุตร กล่าวว่า ขอพูดผ่านสิ่งที่ทำงานมาโดยตลอด คือ รัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นเรื่องกติกาของสถาบันการเมือง และการประกันสิทธิเสรีภาพต่างๆ ปัญหาของประเทศไทยอาจเรียกว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง และวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญด้วย ฉันทามติครั้งสุดท้ายของประเทศไทยคือรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเกิดการตกลงกันว่าไม่เอาแล้วกับการให้ทหารเข้ามารัฐประหารบ่อยๆ ไม่เอาแล้วกับการให้กองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวการเมือง ต้องการให้มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่เข้ามาแล้วลาออก ยุบสภา เปลี่ยนรัฐบาล จนส่งมอบนโยบายอะไรไม่ได้ พร้อมกันนั้น ต้องให้มีระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐด้วย รวมทั้งการประกันสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน

แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่ารัฐธรรมนูญ 40 ไปครอบงำวุฒิสภา และองค์กรอิสระ จนทำให้การเมืองเสียดุลยภาค แล้วเลือกใช้วิธีที่ผิดคือตัดสินใจสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จากนั้นออกแบบรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีเป้ามายหลักคือกำจัดกลุ่มการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง พอทำแล้วปรากฏว่าไม่สำเร็จ พ.ศ.2557 จึงต้องรัฐประหารซ่อม แล้วออกแบบกติกาแบบที่เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560

ปิยบุตร กล่าวต่อว่า กล่าวโดยสรุปคือรัฐธรรมนูญไทย 4 ฉบับหลัง ได้แก่ ฉบับปี 49, 50, 57 และ 60 กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ส่วนตัวใช้คำว่า แก้แค้น เอาคืน เป็นรัฐธรรมนูญแบบกินรวบทั้งกระดาน
พูดง่ายๆ คือ ใครชนะ ใครเป็นเจ้าของอำนาจจะออกแบบกติกาให้ตัวเอง และจะอยู่ในอำนาจตลอดเวลา โดยไม่คิดถึงว่าวันหนึ่งหากตัวเองเป็นผู้แพ้แล้วจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะฉบับปี 60 แย่กว่านั้นคือออกแบบมาแล้วไม่ให้คนอื่นแก้ด้วย

ส่วนตัวคิดว่าพื้นฐานสำคัญ คือ 1.รัฐธรรมนูญต้องยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย 2.ออกแบบสถาบันทางการเมืองต่างๆ ให้แบ่งแยกอำนาจได้อย่างดุลยภาค ไม่ใช่โป่งไปที่นักการเมืองจัดการเลือกตั้ง หรือบรรดาองค์กรตรวจสอบ 3.มีการประกันสิทธิ เสรีภาพ สำคัญที่สุดคือเสรีภาพในการแสดงออก คือการประกันว่าทุกๆ การตัดสินใจของประชาชน แม้ผิดพลาดแต่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ละฝ่ายก็จะอดทนอดกลั้นกันว่าถึงจะคิดไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร แต่มีการรณรงค์แข่งกันได้

4.ต้องรับประกันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความแตกต่างหลากหลาย เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วย่อมมีความเสมอภาค เท่าเทียม ที่สำคัญคือเปิดทางให้มีการแก้กติกาได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่เขียนให้แก้ยากมากๆ จะติดล็อกในตัวเองจนกลายเป็นระเบิดเวลา

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจ คสช.ที่สืบทอดอำนาจมาเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ไม่เคยมองรัฐธรรมนูญโดยมีวิธีคิดในฐานะคุณค่า จริงๆ แล้วสังคมไทยก็มีปัญหาเรื่องนี้ ขณะที่โลกตะวันตกซึ่งมีการพัฒนาคอนเซ็ปต์เรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้ มีคุณค่าพื้นฐานสำคัญ 2-3 เรื่อง คือ 1.เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกันเพราะประชาชนร่วมกันออกแบบ ไม่ใช่พวกใดพวกหนึ่ง 2.รัฐธรรมนูญต้องเป็นกติกาที่ประกันไว้ให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่คิดรวบหมด ต้องกล้าจินตนาการว่าวันหนึ่งคุณแพ้ จะอยู่อย่างไร ไม่ใช่จินตนาการว่าตัวเองจะชนะตลอดแล้วออกแบบให้เอื้อตัวเองฝ่ายเดียว

ปิยบุตร กล่าวต่อว่า วิธีของ คสช.คือรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการปกครอง ในการอ้างความชอบธรรม ยึดอำนาจเสร็จต้องออกรัฐธรรมนูญปี 57 นิรโทษกรรมสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งหมด ประกาศคำสั่งที่ตัวเองออกมาถูกหมด พล.อ.ประยุทธ์ อ้างกฎหมายตลอดเวลา ทั้งที่เป็นคนทำผิดกฎหมายคนแรก คือฉีกรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนอ้างรัฐธรรมนูญบ้าง เช่น เสรีภาพในการชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ กลับกระโดดหนีจากรัฐธรรมนูญโดยบอกว่าอย่าดูแต่รัฐธรรมนูญ ต้องดูกกฎหมายอื่นบ้าง

“สรุปคือรัฐธรรมนูญในวิธีคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ คือตัวเอง วิธีคิดแบบนี้ไม่มีวันหากติการ่วมกันในประเทศไทยได้เลย ตราบใดที่คณะผู้ปกครองชุดนี้ยังนั่งอยู่ตรงนี้ ยากมากที่จะแสวงหาฉันทามติร่วมกันในการออกแบบสังคมการเมืองไทย” นายปิยบุตร กล่าว

ด้าน รศ.พวงทอง กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้มีจินตนาการอะไรที่เลิศเลอหรือเป็นแบบยุคพระศรีอาริย์ แต่แค่เรามีประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่มีกฎเกณฑ์ มีกติกาและกลุ่มองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่รักษากฎ กติกาเหล่านี้อย่างเที่ยงธรรม ไม่บิดเบือน ไม่ตีความกฎหมายเข้าข้างพวกตัวเอง หรือทำลายฝ่ายตรงข้าม ละเมิดหลักการของกฎหมายที่กำหนดไว้

สังคมที่หน่วยงานต่างๆ สามารถมีการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ สังคมที่เคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถ้าทำผิดต้องถูกดำเนินคดี อยู่ใต้กติกา ไม่ใช่ว่าทำผิดแล้วลอยนวล เพราะเชื่อว่ากลไกอำนาจรัฐทั้งหลายที่มีอยู่จะช่วยปกป้องตัวเอง เป็นสังคมที่เราสามารถเห็นได้ในสังคมอื่นๆ ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษอันยิ่งใหญ่ของความเป็นไทยในการสร้างสรรค์ ความเป็นไทยที่เราเคยชิน คือความเป็นไทยที่ให้ความสำคัญกับระบอบพวกพ้อง เครือข่าย มีระบบการยกเว้น มีสถานะยกเว้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นภาวะปกติ

ส่วนตัวอยากเห็นสังคมไทยที่มีความเป็นไทยอย่างที่เราคุ้นเคยกันน้อยลง และอยากเห็นระบบที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบว่าเราจะไม่มีนักการเมืองและข้าราชการที่คอร์รัปชั่น ไม่ได้ฝันอย่างนั้น เพราะการคอร์รัปชั่นต้องมีอยู่แล้ว แต่ต้องมีระบบจัดการกับคนคอร์รัปชั่นได้อย่างเด็ดขาด และเป็นบทเรียนที่จะทำให้คนอื่นๆ ไม่กล้าทำแบบเดิม หรือถ้าทำจะต้องมีวิธีการที่แยบยลพอที่จะป้องกันตัวเองได้
แต่สังคมไทยไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างเปลือยเปล่า มีการโกงและโกหกตลอดเวลา เพราะเชื่อว่าพวกตนกุมอำนาจทุกอย่างไว้ อยากให้สังคมไทย เป็นสังคมที่ระบบที่สามารถจัดการตัวเอง จัดการปัญหาต่างๆ และพูดถึงปัญหาใหม่ๆ

อ.พวงทอง กล่าวต่อว่า โลกของเราทุกวันนี้ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อัตลักษณ์ ชีวิตคน แต่สังคมไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพูดกันเรื่องที่พื้นฐานมาก เช่น คนเท่ากันหรือเปล่า เลือกตั้งดีหรือไม่ จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรข้ามพ้นไปได้แล้ว แต่สังคมไทยไปต่อไม่ได้ เหมือนอยู่กับที่และถอยหลังเสียอีก

ด้านศ.เกษียร กล่าวว่า ที่ผ่านมา เนื่องจากสูตรสะกดความเปลี่ยนแปลงแบบตะวันตกโดยกลุ่มอนุรักษนิยมไทย เคยสะกดประชาธิปไตยแบบตะวันตกเอาไว้ ใช้ความเป็นไทยสะกดปัจเจกนิยม แต่ทุกวันนี้สะกดไม่ได้ สะกดไม่อยู่ เพราะฉะนั้นเหลือแต่เครื่องมือคือกำลังอำนาจ ได้แก่ กฎหมาย และกำลังบังคับ

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ คสช.ขึ้นมา การใช้กฎหมายแบบบังคับและการใช้กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการที่คนจะยอมอยู่ใต้ส่วนผสมเดิมที่สะกดอยู่ มันหมดมนต์ขลังแล้ว จึงเหลือวิธีน้อยมากในการทำให้ยอมเลยต้องบังคับ

ศ.เกษียร กล่าวต่อว่า สำหรับการปฏิรูป ถ้าเป็นไปได้ควรมีการปฏิรูปจากเบื้องล่าง เพิ่มอำนาจต่อรอง ช่วงชิงอำนาจนำ รอรัฐล้มเหลว ซึ่งก็เกือบล้มเหลวในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ได้กองกำลังหมอมาช่วยในการปฏิรูป ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ปฏิรูปไม่ได้หากชนชั้นนำไม่ร่วมมือ เท่าที่เห็นมาชนชั้นนำชุดนี้ไม่ปฏิรูป ดังนั้นช่องทางจึงเหลือน้อย ดูจากสภาพการณ์ทั้งหมด คิดว่าต้องปฏิรูปจากเบื้องล่าง

บทความก่อนหน้านี้สภาฯ ฉลุย เห็นชอบ งบ 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท
บทความถัดไป‘จิรายุ’ อัด รบ.กู้แล้วกู้อีก หวั่นซ้ำรอยยุคจอมพล ป. ‘บิ๊กตู่’ โวเป็นนายกฯ หนี้สาธารณะลดลง