“สรศักดิ์” ยันสภาการ์ดไม่ตก คุมเข้มโควิดตลอด แจงปมปล่อยสาวตัวร้อนเข้าสภา

“สรศักดิ์” ยันสภาการ์ดไม่ตก คุมเข้มโควิดตลอด แจงปมปล่อยหญิงสาวอุณหภูมิ37.6 เข้าสภา เพราะตรวจรอบสองแล้วผ่านเกณฑ์

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่กล้องจับความร้อนของรัฐสภาตรวจพบหญิงสาวมีอุณหภูมิสูง 37.6 องศาเซลเซียสว่า หลังจากที่ตนทราบเรื่องได้สั่งการให้ผอ.สำนักงานแพทย์ของสภาผู้แทนราษฏรไปตรวจสอบและมารายงานตนด้วยวาจาว่า หญิงคนดังกล่าวเดินเข้ามาในสภาและตรวจด้วยกล้องอินฟาเรดปรากฎอุณหภูมิ 37.6 องศาเซลเซียส จึงให้ทำการตรวจซ้ำอีกครั้งโดยให้นั่งรอและตรวจสอบประวัติว่าเป็นไข้หรือไม่ ตรวจทางเดินหายใจพบว่าไม่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ไม่มีไข้ และผลการตรวจอุณหภูมิครั้งที่สองพบว่าอยู่ที่37.4 องศาเซลเซียส เมื่อไม่มีปัญหาใดๆจึงให้ผ่านเข้ามาในสภา

“กล้องอินฟาเรดของสภาเป็นมาตรฐานเดียวกับกรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการตั้งกล้องเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ตั้งค่ากล้องเกินระบบเหมือนกับทุกที่ยืนยันว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีไข้ หรือติดเชื้อไวรัสโควิดเข้ามา ขอยืนยันอีกครั้งว่าสภาการ์ดไม่ตก เราเคร่งครัด ผมกำชับทุกวันว่าไม่ว่าใครจะใหญ่แค่ไหน ระดับไหนหากอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ไม่ให้เข้ามาในสภา แต่ให้ตรวจซ้ำได้ เพราะบางทีบางคนมาแดดร้อนๆอุณหภูมิอาจสูงได้ เพราะหากเกินอะไรขึ้นในสภาซึ่งมีผู้ใหญ่ทั้งนั้นก็จะทำให้เป็นปัญหาตามมา” นายสรศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วาระแรก วันที่ 3 นั้น กล้องจับภาพความร้อน (เทอร์โมสแกน) บริเวณ ชั้น B2 ช่วงเวลา 10.00 น. ได้จับภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงถึง 37.6 องศา ซึ่งถือว่าเกินกว่าอุณหภูมิที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำหนดไว้ที่ 37.5 องศา โดยเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่บริเวณตรวจร่างกาย ได้ปล่อยให้เข้ามาภายในอาคารัฐสภาทั้งที่ วันนี้จะมีบุคคลสำคัญเดินทางเข้ามายังอาคารรัฐสภาเพื่อร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ส.ส. ตลอดจนข้าราชการระดับสูงจากทุกกระทรวง จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฎิบัติหน้าที่ที่หละหลวมอย่างมากนี้อย่างกว้างขวาง

บทความก่อนหน้านี้‘นาธาน ลอว์’ เผ่นหนีฮ่องกง หลังจีนผ่านกฎหมายความมั่นคง
บทความถัดไปเฟ้นหา “ฮีโรโควิด-19” สธ.ชวนผู้เคยติดเชื้อ/ผู้ใกล้ชิด บริจาคเลือดวิจัยภูมิคุ้มกัน