ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้นต่อเนื่อง 2เดือนติด หลังปลดล็อกเปิดกิจการ-แต่ยังอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 21 ปีหลายหมวด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัย หอการค้าไทยและที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้สำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 2,241 คน เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2563

พบว่า อยู่ที่ระดับ 49.2 ดีขึ้นจากระดับ 48.2 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แต่ยังอยู่ในช่วงของระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทำการสำรวจ 261 เดือนหรือ 21 ปี 9 เดือนตั้งแต่เดือนต.ค. 2541 เป็นต้นมา

โดยความเชื่อมั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากรัฐบาลออกมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 และ 4 ต่อเนื่อง การยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว เพื่อให้กิจการ ร้านค้า กลับมาดำเนินธุรกิจได้ หรือ REOPEN ภายใต้รูปแบบวิถีชีวิตใหม่ รวมทั้งมาตรการดูแลเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและว่างงานในอนาคตที่เกิดจากผลกระทบโควิด-19 ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจโดยทั่วไป ซึ่งคาดว่าผู้บริโภคยังคงชะลอการใช้จ่ายออกไปอย่างน้อย 3-6 เดือนนับจากนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 คลายตัว และมีการเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจและธุรกิจอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีจะมีการปรับครม. เปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจ และปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ

“แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม แต่ยังอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 21 ปี หลายรายการด้วยกัน แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตอย่างมาก

เพราะมีความกังวลในวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานถดถอยลง และความกังวลกับการระบาดรอบ 2 ของโควิด-19 เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ทำให้ศูนย์ฯ คาดกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีติดลบ 8-10% ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีแรกของปี 2564 หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในส่วนของไตรมาส 2 คาดว่า จีดีพีจะติดลบหนักสุดอยู่ที่ ติดลบ 10-15% เนื่องจากตรงกับช่วงล็อคดาวน์ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบเต็ม และเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุด ทั้งยอดขายสินค้า ยอดการใช้จ่ายของประชาชน และการท่องเที่ยวแทบน้อยมาก

นอกจากนี้ ประชาชนยังชะลอการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะการซื้อบ้านหลังใหม่ ซื้อรถจักรยานยนต์ รถยนต์คันใหม่ สินค้าค้าคงทนอย่างไรก็ตามภาพรวมคาดว่าประชาชนจะพร้อมกลับมาใช้จ่ายปกติจากนี้ไปอีก 1 ปี

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จากการสำรวจพบว่า ประชาชนให้ความสนใจเข้าลงทะเบียนการใช้สิทธิ์มาตรการเราไปเที่ยวกัน น้อยมาก ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความกังวลเรื่อโควิด-19 เศรษฐกิจ หน้าที่การงาน รวมถึงความยุ่งยากในการลงทะเบียน ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ประชาชนไม่สนใจในการลงทะเบียนในโครงการดังกล่าวมากนัก

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลนำเงินในมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการนำเงิน 4 แสนล้านบาท เข้ามาสู่ระบบโดยเร็วที่สุด เนื่องจากมีความล่าช้า ขณะเดียวกันผลักดันให้เอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน ด้วยการใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยเสริม เพราะขณะนี้ยังได้รับการร้องเรียนจากเอสเอ็มอีว่ายังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้ ทั้งนี้ หากไม่มีการนำธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยเสริมก็จะทำให้เอสเอ็มอีขาดสภาพคล่องทางการเงินได้

นอกจากนี้ ศูนย์ฯยังได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา โดยสำรวจประชาชนจำนวน 1,234 ตัวอย่างพบว่า ประชาชนจะใช้จ่ายเงินในช่วงนี้ 5,296 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการใช้จ่าย 6,704 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

โดยบรรยากาศในปีนี้ไม่คึกคัก เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่แย่ลง ความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งใช้เงินในการทำบุญเฉลี่ยคนละ 625 บาทต่อคน

บทความก่อนหน้านี้“สมคิด”อัดรัฐบาลเชื่อ”บิ๊กตู่”ถนัดกู้อีก โต้”อุตตม”ขี้จุ๊โยนบาป”ยิ่งลักษณ์” เย้ยลดภาษีทำรง.ยาสูบเจ๊ง
บทความถัดไปสสส. จับมือเครือข่ายงดเหล้า เดินหน้าแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษาปี 63 ชวนคนไทยใช้ ‘สติสู้วิกฤต’ เปลี่ยนวิกฤต ‘เสี่ยง’ เป็น ‘สร้างเสริม’ สุขภาพ เน้นเสริมพลังชุมชนด้วยกระบวนการ 3 ช.