‘ฌอน’หนาว! กก.เนติฯ แจงยิบข้อกฎหมายรับบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา ให้ความเห็นทางกฎหมายจากกรณีนายฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ช ถูกแจ้งความกล่าวหานำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ว่า ในหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตรา 6 การเรี่ยไรซึ่งอ้างว่าเพื่อประโยชน์แก่ราชการ เทศบาล หรือสาธารณประโยชน์ จะจัดให้มีได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว, มาตรา 17 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 5 มาตรา 6 วรรคแรก มาตรา 8 วรรคแรก มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจํา, มาตรา 14 ห้ามมิให้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินที่เรี่ยไรได้มานั้นในกิจการอย่างอื่นนอกวัตถุประสงค์แห่งการเรี่ยไรตามที่ได้แสดงไว้ เว้นแต่จะจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายพอสมควรในการเรี่ยไรนั้นเอง และมาตรา 19 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจําคุก ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจํา

ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าเรื่องการขอรับบริจาค อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร มาตรา 6 กล่าวคือจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร หากไม่ขออนุญาตมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อได้รับบริจาคมาแล้ว ก็ต้องทำตามวัตถุประสงค์ของการรับบริจาคด้วย หากนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมโทษปรับน้อยมาก ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า เนื่องจากเป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ พ.ศ.2487 จึงมีโทษปรับค่อนข้างน้อยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การขอรับบริจาคหากเป็นเรื่องเท็จ และขอรับบริจาคผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต หรือคอมพิวเตอร์ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 มีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับได้อีก การขอรับบริจาคที่เป็นเท็จ มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการนำเงินที่ได้รับบริจาคไปใช้นอกวัตถุประสงค์ เข้าข่ายมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดที่กล่าวมานี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความกันไม่ได้ แม้ไม่มีแจ้งความร้องทุกข์ ตำรวจก็ทำการสืบสวนสอบสวนได้

ส่วนความเป็นผู้เสียหายที่จะมาแจ้งความร้องทุกข์นั้น ต้องเป็นผู้ที่ถูกหลอก และหลงเชื่อโอนเงินให้แก่ผู้ขอรับบริจาค หากไม่ใช่ผู้ที่ถูกหลอกลวง แต่รู้ว่าผู้รับบริจาคไม่ได้มีเจตนาเอาเงินไปใช้ตามที่ขอบริจาคจริง แล้วยังสมัครใจโอนเงินให้แก่ผู้ขอรับบริจาค น่าจะไม่ถือเป็นผู้เสียหายตามกฏหมาย สำหรับผู้ขอรับบริจาคโดยข้อความเท็จ โดยการหลอกลวงผู้อื่น แม้ยังไม่มีผู้บริจาคเงินเข้ามา ถือว่าได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำยังไม่บรรลุผลสำเร็จ จะมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิด ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสืบสวนสอบสวนก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ แม้ไม่มีผู้แจ้งความร้องทุกข์ เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป

บทความก่อนหน้านี้‘หมอธีระวัฒน์’ เผยไทยจับตา ‘ไข้หวัดหมู G4’ ชี้ผสมควบ ‘นก-คน-หมู’ แนะ ปชช.สวมหน้ากาก ล้างมือ
บทความถัดไปพล.อ.ชัยชาญ ลั่น ซื้อเรือดำน้ำ ไม่ได้รบกับใคร แต่มีไว้รักษาความมั่นคงทางทะเล