“พิชัย”ห่วงงบฯ64 ล้าสมัย ไม่ฟื้นศก.เตือน“บิ๊กตู่”ศึกษาหนี้ 5 ประเภทเหมือนระเบิดเวลา

“พิชัย”ห่วงจัดงบฯ64 ล้าสมัย ไม่ฟื้นศก.เตือน “บิ๊กตู่”ศึกษาหนี้ 5 ประเภทเหมือนระเบิดเวลา

วันที่ 1 ก.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่สภาจะพิจารณางบประมาณปี 64 จำนวนเงิน 3.3 ล้านล้านบาท โดยจะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกถึง 623,000 ล้านบาทนั้น จากข้อมูลที่ได้รับเป็นห่วงว่าจะเป็นการจัดงบประมาณตามแนวทางเดิมที่ทำมาตลอด 6 ปี ซึ่งล้มเหลวมาโดยตลอด การคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ก็คงจะไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังทรุดหนักให้กลับมาได้ อีกทั้งแนวทางเศรษฐกิจของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังโควิด การยึดติดกรอบเดิมจะยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจไทยยากที่จะฟื้นได้ เพราะปัจจุบันการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องจักรเดียวที่เหลืออยู่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงควรต้องริ้องบประมาณมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ทั้งหมด งบที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะต้องถูกตัดให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะงบทางการทหารและความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตลอดหลายปีที่ผ่านมาและยังมีการนำงบกลางไปจัดซื้ออาวุธกันอีก ยิ่งจะต้องถูกตัดให้เหลือน้อยที่สุด โดยต้องทุ่มงบประมาณในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจที่จะเข้ากับโลกในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นการพัฒนาสาธารณสุขและระบบการศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

ทั้งนี้อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความเข้าใจเศรษฐกิจในระดับต่ำได้ศึกษาเรื่อง หนี้ 5 ประเภท คือ หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ หนี้เสียในระบบการเงิน และ หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันและจะเป็นปัญหาใหญ่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต หากรัฐบาลขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องหนี้นี้ ซึ่งตลอดเวลา 6 ปีที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้บริหารประเทศมา ได้สร้างปัญหาหนี้เหล่านี้ให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

นายพิชัย กล่าวว่า ขออธิบายพร้อมแนะแนวทางแก้ไขดังนี้ หนี้สาธารณะของไทย รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้งบประมาณของประเทศไปแล้วและถ้ารวมปี 2564 ด้วยจะใช้กว่า 21 ล้านล้านบาท จะสร้างหนี้สาธารณะแล้วกว่า 4 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 8 ล้านล้านบาท โดยการจัดเก็บรายได้ของรัฐจะได้ต่ำกว่าประมาณการ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะติดลบหนักถึง 8.1% หรือมากกว่า ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งเกินกรอบ 60% มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะไทยจัดเก็บรายได้ได้เพียง 16-18% ของจีดีพีเท่านั้น

“พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องรู้ว่าปัจจุบันการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจเดียวที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะการส่งออกติดลบหนักถึง 22.5% การท่องเที่ยวแทบไม่มีเลย การลงทุนหดหาย และ ประชาชนขาดรายได้ในการบริโภค ดังนั้น ถ้ารัฐบาลยังใช้จ่ายโดยไม่ก่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักมากขึ้น”นายพิชัยกล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘แรมโบ้’ เผยอียูเสนอชื่อไทยประเทศปลอดภัยพลเมืองเดินทางเข้าได้ หลังแก้โควิดสำเร็จ
บทความถัดไป“ประยุทธ์” ส่งสารแสดงความยินดีถึงหลี่ เค่อเฉียง 45 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน