“ศิริกัญญา” ชี้ตั้งงบสู้โควิดไร้ทิศทาง จัดสรรเดิมๆเหมือนไม่มีวิกฤต

วันที่ 28 มิถุนายน 2563 ที่่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ร่วมบรรยายในหลักสูตร “โควิด -1984” เป็นซีรีส์บรรยายสาธารณะของ “Common School” ผ่านทางยูทูป “คณะก้าวหน้า-Progressive Movement” โดยระบุในหัวข้อ “ผ่างบประมาณเเผ่นดิน : เส้นเลือดใหญ่ไร้ประสิทธิภาพ” ว่า วิกฤตโควิด 19 ได้ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เเละไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะว่ากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ กลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งคาดการณ์กันว่าวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลให้คนจนเพิ่มขึ้นจาก 6.7 ล้านคน เป็น 18.9 ล้านคน และถ้าสถานการณ์รายได้ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น จะทำให้มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นปกติปีละ 4 เเสนคน เป็น 2 – 7 ล้านคน ขณะที่หนี้ครัวเรือนก็จะเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 10% โดยภาพรวมวิกฤตในครั้งนี้ได้ทำให้ชนชั้นกลางหดตัวลง คนชั้นล่างเพิ่มขึ้น เเละส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งไม่ใช่เเค่เฉพาะในภาคครัวเรือนเท่านั้น เเต่ในภาคเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน มี SMEs ที่เสี่ยงจะปิดตัวมากถึง 26% เเละยังคงมีคนรอคอยมาตราการต่างๆ ของธนาคารเเห่งประเทศไทยที่จะช่วยชะลอการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ถึง 15 ล้านราย ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดขึ้นหลังวิกฤตโควิด 19 เท่านั้น ถ้าเราเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนกับเรือเเป๊ะ เราเป็นเรือเเป๊ะที่เเล่นเอื่อยมาตั้งเเต่ปีที่เเล้ว ด้วยปัญหาสงครามการค้า ภัยเเล้ง ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ ดังนั้น พอมาเจอวิกฤตโควิด 19 จึงเหมือนกับเจอพายุลูกใหญ่ซัดเข้าใส่ ทำให้ตอนนี้เราต้องมาปรับกระบวนทัศน์กันใหม่หมด ปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดเพื่อเดินไปข้างหน้าใหม่ เพราะถ้าไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะนำประเทศ นำเศรษฐกิจไทยไปในสู่ยุคหลังโควิดอย่างไร ก็เหมือนกับเราปล่อยให้เรือเเป๊ะที่พึ่งโดนพายุซัดเดินหน้าต่อไปอย่างไร้ทิศทาง

“เมื่อเดือนที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตราการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเเก้ไขปัญหาเเละเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง สภาผู้แทนราษฎรเองก็พึ่งอนุมัติ 3 พ.ร.ก. ช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากโควิด นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินอีกอย่างน้อยสองก้อนในการช่วยเหลือเยียวยาเเก้ปัญหาผลกระทบ คือ พ.ร.บ. โอนงบประมาณแผ่นดินประจำปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเมื่อเป็นงบกลางเเล้ว นายกรัฐมนตรีก็จะมีอำนาจใช้ในกิจการอื่นก็ได้ และอีกก้อนที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้เเทนราษฎร คือ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งมีเม็ดเงินรวมถึง 3.3 ล้านล้านบาท เเต่ในความเป็นจริงงบประมาณที่จะนำมาใช้ได้นั้นน้อยกว่าตัวเลขนี้ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถตัดออกได้ เช่น เงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการต่างๆ เงินที่ต้องใช้หนี้เดิมที่กู้มาก่อนนี้ เงินอุดหนุนกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น งบผูกพันที่มีการก่อหนี้มาก่อนหน้าปี 2564 โดยรวมๆ แล้วจะเหลืองบประมาณที่สามารถนำมาใช้ได้จริงเพื่อเเก้ปัญหาโควิด 19 เพียงเเค่ 9.9 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ไม่ถึง 1 ใน 3 ของงบประมานแผ่นดิน และเมื่อเราไปดูภาพรวมของงบประมาณปี 2564 แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนเเปลงไปจากปีก่อนหน้าเลย” ศิริกัญญา กล่าว

ตั้ง 4 ข้อสังเกตจัดสรรงบประมาณปี 64 ยังเป็นแบบเดิม- ผู้นำขาดวิสัยทัศน์

ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ตนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดงบประมาณปี 2564 อยู่ 4 ข้อ คือ ข้อที่ 1. ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะนำประเทศไทยไปสู่ทิศทางใด ไม่ได้บอกว่าจะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นได้อย่างไร เเละจะทำให้เราสามารถตามทันกระเเสโลกที่เปลี่ยนเเปลงอย่างรวดเร็วหลังยุคโควิดได้อย่างไร ไม่มีการพูดถึงเเผนการที่จะนำไปสู่การเเก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำเเย่ ไม่มีการพูดถึงเเผนที่จะนำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะนำไทยให้ไปอยู่ใน Supply Chain ของโลก ข้อที่ 2. การจัดสรรงบประมาณไม่ได้มีความเเตกต่างกับปีงบประมาณปกติ ทั้งที่ควรจะต้องเป็นการจัดทำงบประมาณเเบบฐานศูนย์ โครงการใดที่ไม่มีความสำคัญก็ต้องตัดทิ้งไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานะการณ์โควิดเเบบนี้ ยิ่งมีความคาดหวังว่างบประมาณในปีนี้จะต้องเเตกต่างเเละจะนำเราก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ เเต่พอดูในรายละเอียดแทบไม่มีอะไรเเตกต่าง กระทรวงที่ได้งบสูงสุด 10 อันดับเเรก ไม่เปลี่ยนเเปลงจากงบประมาณปี 2563 เลย เเม้ว่าจะโอนงบเเล้วก็ตาม กระทรวงกลาโหมก็ยังอยู่ในติดอันดับ 1 ใน 5 เหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่างบประมาณปี 2564 ไม่ได้สะท้อนการเเก้ปัญหาโควิดเเม้เเต่น้อย โครงการก็ยังเป็นโครงการเดิม เป้าหมายยังเป็นเป้าหมายเดิม ตัวชี้วัดก็เป็นตัวชี้วัดเดิม หน่วยงานที่จะต้องมีความสำคัญในช่วงเวลานี้ที่ช่วยทำให้เกิดการจ้างงานหรือว่าช่วยเหลือเเรงงาน อย่างกรมสวัสดิการคุ้มครองเเรงงาน หรือว่ากรมพัฒนาฝีมือเเรงงานก็กลับถูกตัดลดงบประมานลงไปด้วย

“ข้อที่ 3. ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการที่ยังคงอยู่เหมือนเดิม ที่ผ่านมาขาดการประเมินผลงานอย่างจริงจัง และไม่เคยมีการปรับปรุงเเก้ไขเเต่อย่างใดเลย เรายังคงเห็นปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า งบประมาณที่รวมศูนย์ ทำให้ความคืบหน้าในการกระจายอำนาจถอยหลังลงคลอง และยังมีเรื่องความซ้ำซ้อนของเเผนงานต่างๆ เเม้ว่าจะเป็นการบูรณาการเเผนงานเเล้วก็ตาม และข้อที่ 4.ปัญหาที่ทำให้งบประมานปี 2564 ไม่สามารถตอบโจทย์ของประเทศหลังโควิดได้ นั่นคือ วิสัยทัศน์เเละภาวะผู้นำของหัวหน้ารัฐบาลชุด จากกระบวนการงบประมาณที่ได้เล่าไปเเล้วว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มีการสั่งให้ปรับปรุงถึง 2 ครั้ง เเต่ก็ไม่ได้ทำให้หน่วยงานต่างๆ นั้นปรับปรุงเเก้ไข ให้งบประมาณสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เป็นจริงได้เลย เหล่านี้อาจจะต้องอาศัยความเด็ดขาดเเละวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะชี้นำให้หน่วยงานต่างๆ ทำงบประมาณเเบบใหม่ที่สอดคล้องเเล้วก็เเก้ไขให้กับประเทศไทยได้ ” ศิริกัญญา กล่าว

แนะ 4 ข้อเสนอฉบับ “ก้าวไกล” ตอบโจทย์ประเทศไทยหลัง “โควิด-19”

ศิริกัญญา กล่าวว่า ขอเสนอการจัดทำงบประมาณรูปแแบบใหม่ ที่จะช่วยตอบโจทย์ประเทศไทยหลังโควิด ซึ่งมี 4 ข้อเสนอ คือ ข้อที่ 1. จะต้องนิยามความมั่นคงในรูปแบบใหม่ จากความมั่นคงในด้านการทหารเเละการป้องกันประเทศไปสู่ความมั่นคงในด้านสาธารณสุขเเละชีวิตประชาชน ที่ผ่านมางบประมาณในด้านความมั่นคงนั้นจะได้รับการจัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เเต่ว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป เราเห็นเเล้วว่าประเทศที่ขาดความมั่นคงด้านสาธารณสุข จะต้องเจอกับปัญหาความขาดเเคลน ไม่ว่าจะเป็นยาเครื่องมือการเเพทย์เเละอุปกรณ์ทางการเเพทย์ต่างๆ เมื่อเกิดวิกฤตการระบาดของโรคต่างๆ เกิดขึ้นทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนมุมมองของความมั่นคง มาสู่มุมมองความมั่นคงทางด้านสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงในด้านทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงในชีวิตของประชาชน ข้อที่ 2. สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนเเปลงไป เราต้องการงบประมาณเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เราไม่สามารถที่จะเดินนโยบายตามปกติอีกต่อไป เนื่องจากโลกได้มีการเปลี่ยนเเปลงอย่างมาก Supply Chain ต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนฐานการผลิตจากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่ง ต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนเเปลง ไม่ว่าจะเป็น SMEs ที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เนื่องจากปัญหาการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่จะไม่มีนักท่องเที่ยวกลับมาในระดับเดิมได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มเเบบเดิมๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ของโลกอีกต่อไปทำให้เราต้องใช้งบประมาณ ต้องทุมเททรัพยากรเพื่อการเปลี่ยนเเปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่โอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังยุคโควิด 19

“ข้อเสนอที่ 3.เราต้องการงบประมาณสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เปราะบาง ต้องจัดสวัสดิการสังคมที่ถ้วนหน้าเเละทั่วถึง วิกฤตครั้งนี้ได้ทำให้เราเห็นเเล้วว่าตาข่ายทางสังคม หรือที่เราเรียกกันว่า social safety net ของประเทศไทยนั้นบอบบางมาก เพียงเเค่มีอะไรเบาๆ มากระทบ คนที่เคยอยู่ในชนชั้นกลางก็ตกลงสู่ชนชั้นล่างได้อย่างรวดเร็ว เราเห็นเเล้วว่าเเรงงานนอกระบบนั้นไม่มีความคุ้มครองใดๆ ทางสังคมเลย ดังนั้น เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐในด้านนี้ และ ข้อเสนอที่ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐที่ดีก็คือการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความยึดโยงกับประชาชน เราต้องการรัฐส่วนกลางที่เล็กลง เเต่ได้สัดส่วน เเละมีประสิทธิภาพผ่านการใช้รัฐบาลดิจิตัล หรือว่าการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ซึ่งรายละเอียดของการจัดทำงบประมานในเเนวทางใหม่ รูปแบบใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ประเทศไทยหลังวิกฤติโควิด 19 อยากให้ติดตามการอภิปรายของ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ในช่วงสัปดาห์นี้” ศิริกัญญา กล่าว

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ทรัมป์ฉะสื่ออีก กุข่าวปลอม รัสเซียจ้างตาลิบันฆ่าทหารอเมริกัน
บทความถัดไปE-DUANG : จิตวิญญาณ ใหม่ ไทยรักไทย ผ่าน DARE TO CARE