ตร.ภาค 5 ทลายแก๊ง ‘เฮียช้าง’ เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ พบเงินหมุนเวียนกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ตร.ภาค 5 ทลายแก๊ง “เฮียช้าง” เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ พบเงินหมุนเวียนกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการประชุมร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ตัวแทนจากสำนักงานสรรพากร และสำนักงาน ปปง.

จากนั้นร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดและฟอกเงินข้ามชาติของ “เฮียช้าง”

ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาและคุมตัวขึ้นเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากท่าอากาศยานตรัง มายังท่าอากาศยานจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาและฟอกเงินข้ามชาติของนายเชียงม่า หรือเฮียช้าง อายุ 45 ปี ที่ค้ายาเสพติดและฟอกเงินตั้งแต่ปี 2560-2563

โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดสมุดบัญชีเงินฝากมากกว่า 700 บัญชี รวมเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

พล.ต.ท.ประจวบกล่าวว่า ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ใช้เวลาการสืบสวนขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายเฮียช้าง นานกว่า 1 ปี 6 เดือน โดยเริ่มจากเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดยาบ้า 9.4 ล้านเม็ด พร้อมสมุดบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาได้ในเขตพื้นที่ สภ.บ้านดู่ จ.เชียงราย จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดดังกล่าวพบว่ามีการรับโอนเงินจากกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคกลาง จำนวนหลายครั้ง ซึ่งนอกจากจะมีการโอนเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติด ยังโอนเงินให้กับกลุ่มบุคคลสัญชาติเมียนมาที่น่าสนใจ จำนวน 2 บัญชี เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า มีการรับโอนเงินจากบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งที่ถูกจับกุมและยังไม่ถูกจับกุมจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีประมาณ 130 ล้านบาท

โดยมีลักษณะการทำธุรกรรมการเงินในการรับโอนเงินจากกลุ่มบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากนั้นจะโอนเงินออกไปให้ยังกลุ่มผู้ประกอบการค้าขายสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 49 บัญชี มีเงินหมุนเวียนจำนวน 10,120,000,000 บาท โดยทุกบัญชีเกี่ยวพันกับคนจีน ที่ใช้ชื่อไทยว่า “เฮียช้าง”

“การทำธุรกรรมการเงินจะเป็นลักษณะการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย และการเหมาซื้อสินค้าจากประเทศไทย ทั้งทองคำ น้ำมัน พืชผลทางการเกษตร อาหารทะเล วัว และกระบือ ส่งออกไปยังต่างประเทศในหลายภูมิภาค เพื่อนำเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดเปลี่ยนเป็นเงินถูกกฎหมาย โดยเครือข่ายนี้ยังเชื่อมโยงกับเครือข่าย ‘มันทุกเม็ด’ ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 5 และภาค 6 รวมทั้งเครือข่ายยาไอซ์ 500 กิโลกรัม ของ น.ส.จุ๋ม อดีตนางแบบแนวปลุกใจเสือป่า เครือข่ายพระแสงวรรณ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสูงประเทศเมียนมา เครือข่ายเจ๊แหม่ม ตรัง รวมทั้งเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ถูกจับกุมแล้วและยังไม่ถูกจับกุม”

พล.ต.ท.ประจวบกล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนทั้งหมด 109 คน ในข้อกล่าวหาร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดยาเสพติด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยระหว่างวันที่ 16 – 22 มิถุนายน 2563 สำนักงานตำรวจแห่งชาติบูรณาการร่วมกับ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับทั้งหมด โดยสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ จำนวน 61 ราย อายัดตัวผู้ต้องหาในเรือนจำ จำนวน 13 ราย พร้อมตรวจยึดสมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง โดยมีผู้ต้องหาที่หลบหนีไปได้จำนวน 35 ราย

“สำหรับเฮียช้าง หรือนายเชียงม่า อายุ 45 ปี ชาวจีน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจากการสอบสวนเฮียช้างให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้บริหารรับโอนเงินจากกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในประเทศไทย ก่อนจะนำเงินทั้งหมดโอนชำระค่าสินค้า แล้วมีการนำสินค้าส่งออกไปที่ท่าเรือที่เมืองจิ่งหง ประเทศจีน ก่อนจะนำสินค้าตีกลับไปส่งให้กับกลุ่มพ่อค้ายาเสพติดในประเทศเมียนมา”

พล.ต.ท.ประจวบกล่าวอีกว่า ขอฝากเตือนไปยังประชาชนที่รับจ้างเปิดบัญชีให้กับเครือข่ายฟอกเงิน ซึ่งจะได้รับเงินค่าจ้างครั้งแรกในการเปิดบัญชี บัญชีละ 1 พันบาท จากนั้นจะได้รับรายเดือนอีก 2-3 พันบาท ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความผิดและอาจถูกตรวจสอบจากสรรพากรด้วย หากไม่สามารถชี้แจงที่ไปที่มาของเงินที่หมุนเวียนเข้ามาในบัญชีได้ นอกจากจะถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินแล้ว ยังถูกเรียกเก็บภาษีจากสรรพากรด้วย

ด้านนายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการส่วน ปก.3 สำนักงาน ปปง. กล่าวว่า กรณีนี้เป็นแผนประทุษกรรมที่เจ้าหน้าที่เพิ่งตรวจสอบพบ มีการใช้ความซับซ้อนทางธุรกิจในการฟอกเงิน แต่ผลสุดท้ายคือการนำยาเสพติดมาแลกซื้อสินค้าและส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่ง ปปง.มีความร่วมมือระหว่าง ปปง.ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อกำจัดวงจรอาชญากรรมต่อไป


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้‘ครูตั้น’ ห่วง e-sport กระทบสุขภาพ-สร้างความรุนแรง เล็งสร้างความเข้าใจ
บทความถัดไปอธิบดีดีเอสไอ รุดเยี่ยมเมียบิลลี่ ย้ำทำคดีอย่างดีที่สุด ‘มึนอ’ เผย มั่นใจดีเอสไอ