เปิดข้อมูล “บริษัทไทย” เข้าฟื้นฟูกิจการในศาลฯสำเร็จแค่ 44%

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์รายงานว่า ขณะที่ บมจ.การบินไทย อยู่ในขั้นตอนการยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งศาลฯได้นัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูฯในวันที่ 17 ส.ค.2563 ขณะที่หุ้นของการบินไทยในตลาดยังสามารถซื้อขายได้จนกว่าที่ศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการก็จะถูกขึ้นเครื่องหมาย SP “ห้ามซื้อขาย”

จากรายงานเรื่อง “ลงทุนในหุ้นขอฟื้นฟูกิจการ … ต้องระวังถูกลดทุน” ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ระบุว่า นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยื่นขอฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายกว่า 52 บริษัท ซึ่งผลปรากฎว่า มีบริษัทที่ฟื้นฟูกิจการสำเร็จ สามารถกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ตามปกติมีเพียง 23 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนที่ 44% หมายความว่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ บจ.ที่ยื่นขอฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการราว 7 ปี (ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP หรือ “ห้ามซื้อขาย” สูงสุด 18 ปี และน้อยสุด 1 ปี)

ขณะที่มี “บริษัทที่ฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จ” และถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯไปแล้ว 20 บริษัท หรือประมาณ 38% และยังมี “บริษัทที่ยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ” มีจำนวน 9 บริษัท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ระงับการซื้อขาย

พร้อมระบุว่า การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลาย ถึงแม้จะเป็น “ทางรอดของธุรกิจ” แต่เป็นเรื่อง “เจ็บปวดของผู้ถือหุ้น” เพราะโดยหลักการทั่วไปแล้วจะต้องดำเนินการลดทุนจดทะเบียน จนแทบไม่เหลืออะไรเลยก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้ ทั้งเรื่องแนวทางการฟื้นฟูกิจการและการปรับโครงสร้างหนี้

พร้อมกับเตือนว่า การลงทุนในหุ้นที่ขอฟื้นฟูกิจการแฝงด้วยความเสี่ยงที่สูงมาก ทั้งในแง่ของการสูญเสียเงินลงทุนไปทั้งหมดจากการถูก “ลดทุน” หรือกิจการฟื้นฟูไม่สำเร็จ และมีระยะเวลาการลงทุนที่ไม่แน่นอน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงมากได้เท่านั้น และนักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ

ขณะที่การลดทุนจดทะเบียนลงจนใกล้ศูนย์ มีนัยสำคัญต่อราคาหุ้นอย่างมาก เพราะในทางทฤษฎี หมายถึงหุ้นแทบไม่เหลือมูลค่าอะไรเลย ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่ราคาหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ส่วนใหญ่จะปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนแทบจะเป็นศูนย์ เพราะเป็นการสะท้อนความเสี่ยงในการถูกลดทุน รวมถึงความไม่แน่นอนของแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์

สำหรับแนวทางการฟื้นฟูกิจการ และการปรับโครงสร้างหนี้ อาจมีทั้งการยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป, การยกหนี้ดอกเบี้ยให้-จ่ายเฉพาะเงินต้น, การลดเงินต้นให้บางส่วน (Hair-cut), การแปลงหนี้เป็นทุน, การเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้ถือหุ้นรายใหม่ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการของแต่ละบริษัทที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากฝั่งของเจ้าหนี้

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย.63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้อว.เล็งขอใช้งบ พ.ร.ก.4 แสนล้าน “จ้างงาน” บัณฑิต- นศ.อีก 3 แสนตำแหน่ง
บทความถัดไป“พิจารณ์” ตั้งข้อสังเกต ร่างพรบ.โอนงบฯ “โอนช้า-โอนน้อย-โอนทะลุกรอบ-โอนไม่จริง”