‘อนุทิน’ย้ำคนไทยเลี่ยงเข้าสถานที่แออัด เว้นระยะห่างสังคม สกัดโควิด-19 รอบใหม่

‘อนุทิน’ย้ำคนไทยเลี่ยงเข้าสถานที่แออัด เว้นระยะห่างสังคม สกัดโควิด-19รอบใหม่

วันที่ 20 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะองค์ปาฐก การประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ 13 ในหัวข้อ “ไทยรู้สู้วิกฤติ ” PP&P : โอกาสในวิกฤต โควิด-19

นายอนุทินกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือน ที่ประเทศไทยต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 อย่างเข้มแข็ง ด้วยความทุ่มเทและเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข ตลอดจนประชาชนทุกภาคส่วน ทำให้ในวันนี้ประเทศไทยมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยลง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมถอยร่นลงมาอยู่ในลำดับที่ 70 ของโลก ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์โรค โควิด-19 ในประเทศไทยสามารถควบคุมได้ดี คือ ความเข้มแข็งและมั่นคงของเราเกิดการสาธารณสุขของประเทศไทย ตั้งแต่ระบบการเฝ้าระวังโรคติดต่อที่รับรู้เร็ว โต้ตอบจัดการโรคได้ทันท่วงที ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในการตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุขในสถานการณ์ของโรค โควิด-19 อีกทั้งยังมีกฎหมายเฉพาะรองรับ คือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อแห่งชาติ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการโรคติดต่อทั้งระดับส่วนกลาง และระดับจังหวัด

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ความเข้มแข็งในลำดับถัดมาก็คือ การคัดกรองที่ด่านทางเข้า ไม่ว่าจะเป็นด่านท่าอากาศยาน ด่านทางน้ำ ด่านระหว่างเมือง หน่วยคัดกรองโรคโควิด-19 ในโรงพยาบาลและหน่วยคัดกรองเคลื่อนที่ ซึ่งมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 1,040,000 คน ที่สามารถดูแลได้อย่างครอบคลุมทุกครัวเรือนทุก ด้วยกลไกเหล่านี้ทำให้ดำเนินการค้นหาผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำเข้าสู่ระบบแยกกักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้เป็นประเทศที่ 2 ของโลก โดยมีห้องปฏิบัติการ(แล็บ)ในการยืนยันตรวจหาเชื้อของโรค ทั่วประเทศและมีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อได้ 10,000 ตัวอย่างต่อวัน โดยประชาชนที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อสามารถเข้าทำการตรวจได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและหากมีการพบการติดเชื้อ โควิด-19 จะได้รับการรักษาฟรีภายใต้ระบบของสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นายอนุทินกล่าวว่า ระบบการแยกกักและการดูแลรักษา ประชาชนของประเทศไทยเป็นระบบหนึ่งซึ่งเป็นอัตลักษณ์พิเศษ สามารถสร้างระบบแยกกัก และจัดการดูแลประชาชนกลุ่มป่วยและกลุ่มเสี่ยง ในสถานที่ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ และการควบคุมการแพร่เชื้อโดยไม่ต้องสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ การปรับปรุงโรงพยาบาลของรัฐ การปรับสภาพของโรงแรมภาคเอกชน ให้เป็นโรงพยาบาลสนาม ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ ประเทศไทยได้มีการสำรองยาเพื่อการรักษา พร้อมทั้งการเตรียมวัคซีนเพื่อให้มีวัคซีนสำหรับคนไทยในอนาคต

“ผมมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งที่ 13 ประจำปี 2563 ประเทศไทยให้การดูแลรักษาทุกคนอย่างดีที่สุด ไม่มีการชี้ให้ใครเป็นและชี้ให้ใครตาย และมุ่งหวังให้ทุกคนหาย หากมีสุขภาพร่างกายที่พร้อม โดยกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนาและรับรองมาตรฐาน การดำเนินงานของสถานประกอบการและสถานที่สาธารณะ เพื่อเตรียมให้บริการในระยะผ่อนปรน โดยมีมาตรการหลักคือการสวมหน้ากากอนามัยทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ การทำความสะอาดสถานที่และจุดสัมผัสร่วม การบริการจุดล้างมือ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลและสังคม การควบคุมจำนวน คน และการรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากากผ้าตั้งแต่เริ่มมีการระบาด โดยเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชน เพื่อผลิตหน้ากากผ้าและแจกจ่ายให้กับประชาชน แล้วกว่า 200 ล้านชิ้น” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญก็คือความร่วมมือจากประชาชนทุกเพศทุกวัยที่ร่วมกัน ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การรณรงค์ให้คนไทยอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ อยู่บ้านเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยการติด #stayathome การรณรงค์ให้คนไทยเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) การมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยการบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย สิ่งจำเป็นต้องใช้เพื่อต่อสู้กับโรค โควิด-19 อย่างมากมาย ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ได้รับความสะดวก นอกจากนี้ยังได้รับการบริจาคทุนทรัพย์ อาหารและของใช้ที่จำเป็น ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ/ผู้ป่วย ซึ่งน้ำใจเหล่านี้มิได้มีให้เฉพาะกับคนไทยแต่ประเทศไทย ได้ปฏิบัติต่อคนทุกคนไม่จำกัดเชื้อชาติ/สัญชาติ ที่ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย

“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะปรับตัวไปสู่ฐานวิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal ด้วยความอดทน แบ่งปัน ดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ด้วยการหลีกเลี่ยงเข้าไปในสถานที่แออัด การเว้นระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากการล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดรอบใหม่ เพื่อให้มีการรวมพลังสร้างสังคมวิถีใหม่ ไทยรอบรู้สู้ โควิด พลิกวิกฤตไปเป็นความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” นายอนุทินกล่าว


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้อานิสงส์ไวรัสดันบะหมี่โตพุ่ง | โควิดป่วนอสังหาฯ ทรุดหนัก | ท่องเที่ยวดิ่งเหวรายได้วูบ
บทความถัดไปเกิดอะไรขึ้นที่ “สน.บางชัน”? พ.ร.ก.ฉุกเฉินเริ่มศักดิ์สิทธิ์ พ่นพิษ “เด็กนาย” ตกเก้าอี้