อดีตรองโฆษก ปชป. อัดคณะก้าวหน้าจะพาพรรคก้าวไกลซวย ปมโยงพฤษภาทมิฬกับม็อบแดง 53

อดีตรองโฆษก ปชป. อัดคณะก้าวหน้า ระวังพาพรรคก้าวไกลซวย หลังโยงพฤษภาทมิฬกับสลายม็อบแดงปี 53 ยันสองเหตุการณ์ต่างกันสิ้นเชิง

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “คณะก้าวหน้า จะก้าวไปไหน ระวังพาพรรคก้าวไกลซวย จะจบไม่สวยแบบเดิมๆ” ว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจต่อการเคลื่อนไหวของคณะก้าวหน้าที่ใช้โอกาสเดือนพฤษภาคม นำเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมาเชื่อมโยงกับความสูญเสียระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 และกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ อย่างไม่เป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่ 2 เหตุการณ์นี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

มีข้อเท็จจริงที่จะกล่าว ดังนี้ 1.เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เกิดจากนายทหารกลุ่มหนึ่งที่ยึดอำนาจแล้วมีการสืบทอดอำนาจ จนประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน และจบลงที่การปราบปรามประชาชน แต่เหตุการณ์ปี 53 ต่อเนื่องจากปี 52 มีกลุ่มการเมืองที่เสียอำนาจได้ปลุกระดมประชาชนให้ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีที่มาจากการโหวตของสภาฯ

นำไปสู่การล้มประชุมอาเซียน ปี 52 และการใช้กองกำลังติดอาวุธปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมปี 53 จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งพลเรือนและตำรวจ ทหาร ลามไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง

2.รัฐบาลพล.อ.สุจินดา คาประยูร ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองจากการใช้อำนาจในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ตั้งกรรมการอิสระค้นหาความจริง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่คาบเกี่ยวมาจนถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีผลสรุปออกมาชัดเจนว่าการชุมนุมในปี 53 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีการใช้อาวุธสงคราม

ที่สำคัญคือ นายอภิสิทธิ์ ไม่เคยคิดนิรโทษกรรมใด ๆ แต่ยึดหลักให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า พร้อมเข้าสู่กลไกตรวจสอบทุกรูปแบบ ในขณะที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย พ่วงคดีทุจริตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนนำไปสู่ทางตันทางการเมืองและเกิดการรัฐประหารตามมาในปี 57

และ 3. เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่สามารถเอาผิดใครได้เพราะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่เหตุการณ์ในปี 53 มีคำตัดสินของศาลหลายคดีที่ชี้ชัดถึงการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ลงโทษผู้ชุมนุมที่กระทำผิดจำนวนมาก

นายเชาว์ ระบุต่อว่า นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาให้เยียวยาผู้ชุมนุมในกรณีที่พบการกระทำเกินกว่าเหตุ ที่สำคัญคือข้อกล่าวหาที่มีต่อนายกอภิสิทธิ์ว่าเจตนาฆ่าประชาชนนั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้นเพราะฟ้องผิดศาล ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ก็มีคำวินิจฉัยว่าไม่มีความผิด และกำลังมีการไล่เช็คบิลนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอกับพวก ฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบเป็นเครื่องมือรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กลั่นแกล้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ขณะนั้น

ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 ให้จำคุก 2 ปี คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2560 ในคดีที่ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ฟ้องนายธาริต ในความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 200 ระบุว่า มีกองกำลังติดอาวุธปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับเจ้าหน้าที่จนนำไปสู่ความสูญเสียทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม

ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ของ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6646-6674/2561 กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมเผาอาคารพาณิชย์ของประชาชน ก็ระบุเหตุผลไว้แจ้งชัดว่า ผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและทรัพย์สิน ที่ถูกผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. วางเพลิงเผาทำลายนั้น เป็นผลที่เกิดจากคำปราศรัยของจำเลยที่ 6 ถึง ที่ 8 โดยเข้าลักษณะเป็นผู้ยุยงส่งเสริมในการละเมิดของบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ที่ร่วมกันเผาอาคาร

นายเชาว์ ระบุอีกว่า เห็นได้ว่าประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคืนความเป็นปกติสุขให้กับประเทศชาติและประชาชนของ นายอภิสิทธิ์ เป็นที่แจ้งชัดว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อความสงบของบ้านเมือง จึงแตกต่างกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่มีการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ เอาผิดไม่ได้เพราะมีนิรโทษกรรม

แต่เหตุการณ์ปี 53 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ คืนความสงบให้บ้านเมือง และไม่เคยคิดนิรโทษกรรมให้ตัวเอง ซึ่งความจริงวิญญูชนทั่วไปย่อมเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงความแตกต่างของสองเหตุการณ์นี้ แต่น่าเสียดายที่หาสำนึกบริสุทธิ์ไม่ได้จากกลุ่มคนในคณะก้าวหน้า เมื่อคณะก้าวหน้ายังทำตัวเป็นกบในกะลา ต้องการยัดเยียดชุดความคิด บิดเบือนความจริง สร้างความแตกแยกแบบไม่รู้จบ

“ผมจะให้ความรู้เป็นทานด้วยการจัดส่งรายงาน คอป.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2560 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6646-6674/2561 ไปให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และถ้าท่านอยากตามหาความจริง ผมแนะนำให้ท่านหาความจริงหน่อยว่า ใครอยู่เบื้องหลังกองกำลังติดอาวุธ ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมของบ้านเมือง

ที่สำคัญอยากเตือนว่า ขอให้ใช้ความรู้ ความสามารถที่มีไปในทางที่สร้างสรรค์ อย่าเดินย่ำรอยเดิม จนกลายเป็นคณะก้าวหน้า ที่ก้าวไปไม่ถึงไหน สุดท้ายกลายเป็นหนังม้วนเดิมที่จบแบบเดิม พาให้พรรคก้าวไกลซวยไปด้วย แล้วพวกท่านจะโทษใครไม่ได้เลย เพราะทำตัวเองทั้งสิ้น” นายเชาว์ ระบุ


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้แรมโบ้ ซัด “ธนาธร-ช่อ-ปิยบุตร” นักป่วนเมือง ตีกินม็อบเสื้อแดง แสวงหาประโยชน์
บทความถัดไปอดีตรมว.ศึกษา แนะเปิดโรงเรียน เข้มเฉพาะจุดเสี่ยง หลังเรียนออนไลน์วุ่น