“สมหมาย ภาษี” ติงกู้เงินมาแจก แก้โควิด คิดง่ายไป ประชาชนแบกหนี้อ่วม 

Sommai Phasee, Thailand's finance minister, gestures as he speaks during an interview in Bangkok, Thailand, on Monday, Sept. 15, 2014. Thailands new finance minister said he will work smoothly with central bank Governor Prasarn Trairatvorakul to help support the economy and the currency. Photographer: Dario Pignatelli/Bloomberg via Getty Images

“สมหมาย​ ภาษี” อดีต รมว.คลังยุค คสช.​ ร่ายยาวรัฐแก้โควิด-19​ ชี้​ “ปิดห้างฯ” จุดเปลี่ยน​ทำผู้ติดเชื้อลามทั่วประเทศ​ ติงออก​ พ.ร.ก.กู้เงิน​ “คิดง่ายไป” หวั่นประชาชน​หนี้ท่วม​ รัฐแจกเงิน​ 2-3​  แสน​ล้าน​บาท ​ก็ไม่พอช่วย

นายสมหมาย​ ภาษี​ อดีต​ รมว.คลังในยุคคณะรักษา​ความสงบ​แห่งชาติ​ (คสช.)​  โพสต์​เฟซบุ๊ก​ ระบุว่า​ “มัวแต่ยื้อกับความตาย จนลืมความจนของคนทั้งประเทศ”

โคโรน่าไวรัส หรือโควิด-19 ที่เกิดขึ้นและระบาดไปรุนแรงทั่วโลกทุกวันนี้ นอกจากจะทำให้เรารู้ว่ามันทำให้โลกกระเทือนและถูกกระทบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจในทุกด้านแค่ไหนแล้ว ยังสามารถทำให้เรารู้แจ้งเห็นชัดว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศเขาทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน อย่างไร ดูของไทยแล้วเห็นชัดว่าเราทำงานเทียบเขาได้แค่ไหน อย่างไร

ผ่านมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ผลการระบาดของโคโรน่าไวรัสได้เกิดขึ้นในประเทศไทยมากน้อยอย่างไร สรุปง่ายๆ ตอนนี้ประเทศต้นตออย่างจีนที่ถึงกับต้องทำการปิดเมืองอู่ฮั่นเป็นรายแรก เป็นประเทศที่ตัวเลขคนติดเชื้อพุ่งกระฉูดอย่างน่ากลัว ขณะนี้รัฐบาลจีนเขาปราบไวรัสจนแทบจะไม่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกแล้ว และจีนก็ได้เปิดเมืองอู่ฮั่นเรียบร้อยแล้ว

ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีที่มีผู้ติดเชื้อมากมายตามหลังจีนติดๆ เมื่อสองเดือนเศษมาแล้ว ตอนนี้การแพร่ขยายลดลงมากจนรัฐบาลเขากล้าพูดว่ากำลังกำราบไวรัสร้ายนี้ได้อย่างเป็นระบบแล้ว การขยายตัวก็แทบจะหยุดแล้วอย่างแน่นอน รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลียังกล้าคุยโวให้ประเทศอื่นๆ ฟังว่าเขามีหลักการในการทำงานหยุดยั้งโรคไวรัสร้ายนี้อย่างไร หลักของเกาหลีคือ รัฐบาลทำงานนี้โดยถือว่าเป็นบริการของรัฐแก่ประชาชนที่เต็มที่ มีการติดตาม ตรวจสอบคนไข้อย่างจริงจังเข้มแข็งและทั่วถึง รัฐบาลทำงานโดยเปิดเผยและโปร่งใส ไม่ใช่กับประชาชนเกาหลีเท่านั้นยังรวมถึงการทำร่วมกันกับต่างประเทศด้วย ที่สำคัญในฐานะรัฐบาลจะต้องไม่ตื่นตระหนก แต่ให้เข้มแข็งรอบคอบและใจเย็น

ประเทศญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งในเอเชียก็ได้พยายามทำงานอย่างดียิ่ง มีการปลุกเร้าและอธิบายให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นเข้าใจอย่างใกล้ชิด ประเทศญี่ปุ่นนั้นหนักกว่าประเทศอื่น เพราะเขาจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิกที่จะเริ่มในอีก 3-4 เดือนข้างหน้าด้วย แต่ในที่สุดผู้นำของประเทศคือนายอาเบะ ก็ได้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและถูกต้อง ขอเลื่อนการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันโอลิมปิกในปีนี้ออกไปก่อน

สำหรับประเทศในยุโรป ซึ่งตอนนี้บางประเทศ เช่น อิตาลี ตัวเลขผู้ป่วยและตายได้ผ่านประเทศจีนไปแล้ว คือมีผู้ป่วยขณะนี้ไม่น้อยกว่า 98,000 คน ตายไปแล้วไม่น้อยกว่า 11,000 คน ส่วนประเทศสเปน ตัวเลขผู้ป่วยที่ติดเชื้อกำลังจะผ่านประเทศจีนเช่นกัน สองประเทศนี้มี ข่าวออกมาเพียงว่าวิกฤตมาก ซึ่งดูจากสถานการณ์กล่าวได้ว่าอยู่ในสภาวะที่รัฐบาลเขาอยู่ในภาวะที่รับมือไม่ค่อยไหวแล้ว จะไหวอย่างไร เมื่อมีคนตายวันละร่วมพันคน ก็ต้องดูกันต่อไป

ประเทศเยอรมันก็ไม่เบา ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 58,000 คน ติดตามข่าวทราบว่ารัฐบาลเยอรมันทำงานทั้งป้องกันและปราบปรามอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้นำสตรีกระดูกเหล็ก อังเกลา แมร์เคิล ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศมาถึง 3 สมัย ร่วม 12 ปี ได้กล่าวคำปราศรัยต่อประชาชนของเธอเมื่อเร็วๆ นี้ได้อย่างจับใจ เธอทำให้ชาวเยอรมันเข้าใจและเกิดแรงศรัทธา

อังเกลา แมร์เคิล ได้กล่าวว่า “…ประชาชนที่รัก โคโรน่าไวรัสได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปอย่างมาก ความเข้าใจในสภาวะปกติของชีวิตประจำวันของการอยู่ร่วมกันในสังคม กำลังถูกทดสอบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกท่านนับล้านคนไปทำงานไม่ได้ ลูกหลานไปโรงเรียนหรือสถานอนุบาลไม่ได้ โรงภาพยนตร์ โรงละคร และร้านค้าต่างปิดตัวไป และสิ่งที่อาจจะยากเย็นที่สุด คือเราจะไม่ได้พบเห็นหน้ากันอย่างที่ควรจะเป็นตามปกติ แน่นอนว่าในสถานการณ์แบบนี้เราทุกคนล้วนกังวลสงสัยว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป’ ข้าพเจ้าจึงได้มาพบกับทุกท่านในวันนี้ เพราะข้าพเจ้าประสงค์จะบอกกล่าวต่อท่านว่า …นี่คือส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่เปิดกว้างของเราที่เราจะทำให้การตัดสินใจทางการเมืองโปร่งใส และอธิบายต่อประชาชนว่าเราจะสร้างการสื่อสาร การลงมือทำของเราให้ดีที่สุด สุดกำลังของเราให้ทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่ง มีความสัมพันธ์ร่วมกัน ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างหนักแน่นว่าเราจะจัดการงานครั้งนี้ได้สำเร็จ หากประชาชนทุกคนมองว่าเป็นหน้าที่ร่วมกันของพวกเรา…”

สหรัฐอเมริกามหาอำนาจใหญ่ของโลกก็โดนโคโรน่าไวรัสเล่นงานอย่างมากและรวดเร็ว จนขณะนี้เป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดในโลกถึงไม่น้อยกว่า 140,000 ราย ประธานาธิบดีทรัมป์ถึงกับต้องออกมาสารภาพกับประชาชนว่ารัฐบาลเขาไม่ได้เข้ามาจัดการเรื่องการต่อสู้ไวรัสร้ายนี้ตั้งแต่ต้น คือชะล่าใจว่างั้นเถอะ ตอนนี้ก็ต้องทำงานกันอย่างหนัก เพราะตอนนี้คนตายไปแล้วไม่น้อยกว่า 2,400 คน เป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการตายจากโรคนี้สูง เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้พูดว่า ถ้าประเทศทั่วโลกสามารถดูแลไม่ให้มีคนตายเกิน 100,000 คน ก็ถือว่าได้ทำงานในเรื่องนี้ได้ดีแล้ว

ยิ่งกว่านั้น เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งนี้ก็ตกต่ำลงสุดสุด ไม่ว่าธนาคารกลางที่เรียกว่าเฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเงินดอลลาร์สหรัฐเหลือ 0% หรือประธานาธิบดีจะพยายามอัดเงินเข้าไปช่วยเป็นจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งผลกระทบจากเจ้าโควิด-19 ได้

มาดูของประเทศไทยเราบ้าง คนที่ติดตามและสนใจในเรื่องโควิด-19 คงจะรู้กันดีว่าตั้งแต่เริ่มมีการระบาดในประเทศในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราจะคุ้นเคยกับข่าวผู้ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดในเมืองไทยอยู่แค่ 40 คน บวกลบไม่มาก และทราบว่ามีคนตายจากโรคนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น

ในช่วงดังกล่าวนี้ยังไม่ได้ยินได้ฟังการเข้ามาจัดการดูแลของภาครัฐเท่าใดนัก รู้แต่เพียงว่าหมอไทยรักษาดูแลกันได้ ขณะเดียวกันก็จะได้ยินข่าวการปิดเมืองอู่ฮั่น และการจัดการอย่างเอาจริงเอาจังของจีน

จนกระทั่งต้นเดือนมีนาคมนี้เอง ก็เกิดมีข่าวการขาดแคลนหน้ากากอนามัยอย่างหนักของคนไทย แม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ทางการก็ยังหาให้ใช้ไม่พอ และมีข่าวตามมาว่าคนสนิทของรัฐมนตรีท่านหนึ่งมีการกักตุนหน้ากากอนามัยจำนวนมากเพื่อการลักลอบส่งออก ขณะที่เมื่อมีการตรวจสอบสต๊อก การผลิต การแจกจ่ายหน้ากากอนามัย ก็ไม่ได้มีการชี้แจงที่ฟังรู้เรื่องจากกระทรวงพาณิชย์ผู้รับผิดชอบ นับตั้งแต่เจ้ากระทรวงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ประชาชนรู้ชัดเจนอยู่อย่างเดียวคือ อธิบดีกรมการค้าภายในที่รับผิดชอบถูกนายกรัฐมนตรีสั่งย้ายเข้ากรุ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าข่าวจะเงียบหายไปอีกนานแค่ไหน

ในช่วงใกล้เคียงกับการที่หน้ากากอนามัยมีปัญหาขาดแคลนและที่พอหาได้ราคาก็แพงมากนี้ ก็เกิดการปล่อยให้มีการรับตัวคนไทยจำนวนหลายพันคนที่ไปทำงานในเกาหลีใต้กลับประเทศ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ผีน้อย” แล้วก็มีข่าวประปรายเรื่องการคัดกรอง ข่าวที่ออกมายังไม่ได้แสดงถึงความจริงจังของภาครัฐในการจัดการเรื่องการต่อสู้ที่จริงจังกับโคโรนาไวรัส

จนกระทั่งหลังการจัดมวยนัดยิ่งใหญ่ที่เวทีลุมพินีในรายการ “ลุมพินีแชมป์เปี้ยนเกียรติเพชร” เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผ่านไปได้ประมาณสัก 10 วัน ก็มีข่าวที่นายแมทธิว ดีน พิธีกรและนักแสดงชื่อดังที่ได้ไปร่วมในรายการจัดมวยอยู่ด้วย ได้อัดคลิปโพสต์ผ่าน อินสตาแกรมส่วนตัวว่าตนได้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสแล้ว และได้เตือนคนที่ได้ใกล้ชิดให้ไปพบแพทย์ เท่านั้นแหละครับตัวเลขผู้ติดเชื้อในไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากทั้งหมดไม่ถึง 100 ราย ได้เพิ่มขึ้นพรวดๆ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ วันเดียวมีผู้ติดเชื้อถึงเกือบ 200 ราย

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม รัฐบาลได้มีการสั่งเลื่อนวันหยุดยาวสงกรานต์ในปีนี้ออกไป เพราะเกรงว่าประชาชนคนทำงานจะเดินทางไปฉลองสงกรานต์ที่ต่างจังหวัด แล้วจะเป็นการนำเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปแพร่ระบาดแก่ญาติพี่น้องและพวกพ้อง และทั้งจะเกิดการชุมนุมของคนหมู่มากที่ลงเล่นน้ำสงกรานต์ พร้อมๆ กันนี้ก็มีการสั่งปิดสถาน ศึกษาและสถานบันเทิงในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมทั้งได้มีการสั่งย้ำคำสั่งภายในที่เคยมีมาแล้วให้ปิดสนามมวย สนามม้า และสนามกีฬา เป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

กล่าวได้ว่าตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา รัฐบาลเพิ่งจะลงไม้ลงมือเอาจริงกับการปราบโควิด-19 ที่เริ่มระบาดหนักในเมืองไทย นับว่าการตัดสินใจเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ซึ่งเป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ดั้งเดิมที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศออกไปนี้ เป็นการเข้าใจวิธีการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้อย่างแท้จริง

แต่หลังจากได้ออกนโยบายที่ถูกต้องดังกล่าวได้เพียงสัปดาห์เดียว ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ได้แถลงการณ์ใช้อำนาจของตนสั่งปิดสถานประกอบการหลายประเภทใน กทม.ที่เป็นสถานที่เสี่ยงที่ผู้คนมีโอกาสพบปะกันมาก คือ ปิดห้างสรรพสินค้ายกเว้นซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาด ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร เป็นต้น

และในเวลาใกล้เคียงกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในปริมณฑลคือ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ก็สั่งปิดสถานที่เสี่ยงลักษณะเดียวกัน เมื่อรวมพื้นที่ กทม.ด้วยแล้วก็จะกระทบประชาชนไม่น้อยกว่า 18 ล้านคน ซึ่งแรงงานทั้งจากอีสาน ภาคเหนือ และต่างจังหวัดอื่นๆ จำนวนมากต้องถูกเลิกจ้างทันที เขาจะทำอย่างไรถ้าไม่กลับไปภูมิลำเนาเดิม ซึ่งเหมือนกับการจุดไฟไล่ผึ้งหลวงให้แตกรังครั้งใหญ่

ท่านผู้ว่าฯทั้งหลายที่ตั้งใจทำดี ได้ใช้อำนาจสั่ง สั่ง สั่ง โดยไม่มีแผนรองรับล่วงหน้าแม้แต่อย่างเดียวเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้นยังไม่สอดคล้องกับนโยบายยกเลิกวันสงกรานต์ของรัฐบาลอีกด้วย ท่านคิดว่าท่านเองเหมาะสมที่จะนั่งเป็นผู้นำในระดับผู้ว่าราชการต่อไปอีกไหม

วิกฤตการณ์มักจะสร้างโอกาส วิกฤตการณ์มักจะสร้างผู้นำ แต่สำหรับประเทศไทยเรา วิกฤตการณ์กลับปิดโอกาส วิกฤตการณ์กลับชี้ให้เห็นว่า ผู้นำคนไหนไม่เป็นงาน ประเภทไม่ฉลาดแต่ขยัน ในสมัยก่อนนโปเลียน โบนาปาร์ต เอาไปตัดหัวหมดนะครับ

เมื่อเกิดวิกฤตรุนแรงแบบนี้ขึ้นประชาชนย่อมเดือดร้อนกันทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะคนไทย ทีนี้ขอให้ดูว่ารัฐบาลไทยที่ขาดเอกภาพและขาดความ เชื่อถือจากประชาชนอยู่ในขณะนี้เขาทำ อะไรกัน ผมไม่ขอพูดนะครับว่ามีอะไรบ้าง แต่ผมสะกิดใจตรงที่ว่าจะมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินประมาณสองแสนล้านบาทมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชน

ผมถามว่าคิดกันแค่ง่ายๆ อย่างนี้หรือ การออก พ.ร.ก.กู้เงินลักษณะนี้อย่าคิดว่าไม่เป็นไร เพราะเราเข้าตาจนแล้วไม่เป็นไร ถ้าคิดแบบนี้ผมว่าคิดผิด เพราะการออกกฎหมายพิเศษกู้เงินจำนวนมากนี้จะมีผลโดยตรงทำให้อันดับเครดิต หรือ Credit Rating ของประเทศในสายตานานาชาติตกต่ำลง เมื่อเป็นเช่นนี้จะมีผลให้การกู้เงินในตลาดโลกของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และบริษัทใหญ่ๆ ภาคเอกชน ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนของเงินกู้อีกมาก สำหรับวิธีแก้ ผมเคยพูดไว้ในบทความเรื่อง “ต้องทำงบประมาณปี 2563 และ 2564 ให้ช่วยแก้ผลกระทบจากโควิด-19 ให้ได้” ที่ลงพิมพ์ในมติชนรายวัน วันพุธที่ 25 มีนาคมนี้ ว่าให้ไปดูงบประมาณประจำปี 2563 ที่ใช้อยู่ ซึ่งจะมีงบที่ตัดทอนลงได้ทั้งงบปกติและงบลงทุน โดยสามารถตัดทอนได้แน่ๆ ไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท แต่ทั้งนี้ต้องออกแรงทำกันหน่อย

มาถึงตอนนี้ท่านผู้มีหน้าที่ในการบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีความสุขนั้น จะใช้กลยุทธ์ใดปราบโควิด-19 ให้ได้ผล เหมือนจีนหรือเกาหลีที่เขาทำได้นั้น ก็โปรดทำต่อไปตามกำลังความคิดของท่านเถอะ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ความยากจนของคนส่วนใหญ่ของประเทศจะยิ่งมีอาการหนักหนาสากรรจ์ยิ่งขึ้น หนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้วถึงประมาณ 80% ของ GDP ก็จะยิ่งเลวร้ายและสูงขึ้นไปอีก ไม่ว่ารัฐจะแจกเงินอีกสักสองแสนหรือสามแสนล้านก็ตาม แต่มันจะช่วยแค่ค่าใช้จ่ายจำเป็นในการดำรงชีพในช่วงที่ไวรัสยังคงระบาดอยู่แค่นั้นแหละ ไม่สามารถนำไปใช้หนี้ทั้งในระบบและนอกระบบที่ค้างอยู่ได้ ไม่สามารถนำไปรักษาโรคประจำตัว ไม่สามารถนำไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบอาชีพได้เลย

เคยมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลนี้พูดให้ประชาชนคนไทยฟังเมื่อไม่นานมานี้ว่า อีกสองสามปีคนจนจะต้องหมดไปจากประเทศไทย ท่านผู้อ่านที่สนใจในปัญหาของบ้านเมืองพอจะจำกันได้ไหมครับ

ตอนนี้เราท่านคงจะดูออกแล้วว่าคนจนและรากหญ้าทั้งหลายของไทย จะต้องพบกับความจนและแร้นแค้นยิ่งกว่าเดิมไปอีกนานเท่าใด

บทความก่อนหน้านี้ไม่ใช่แค่หนุ่มที่โดนไอรดหน้า ตามหาผู้หญิงเสื้อเหลืองอีกรายที่เดินสวนกับลุง หวั่นติดโควิด
บทความถัดไป‘ธนกร’ ยัน AI คัดกรองรับเงิน 5000 มีประสิทธิภาพ เตรียมให้คนกรอกข้อมูลผิดแก้ไขได้