“ส.ส.ก้าวไกล เชียงราย” ชี้ “ปัญหาฝุ่นควัน” วิกฤตหนักไม่แพ้ “โควิด-19” จี้รัฐออกมาตรการ “แจ้งเตือน – จัดหาหน้ากาก N95” ให้ปชช.กลุ่มเสี่ยง

“ส.ส.ก้าวไกล เชียงราย” ชี้ “ปัญหาฝุ่นควัน” วิกฤตไม่แพ้ “โควิด-19” จี้ออกมาตรการ “แจ้งเตือน – จัดหาหน้ากาก N95” ให้ปชช.กลุ่มเสี่ยง
.
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ และ นายพีรเดช คำสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคก้าวไกลจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึงกรณีปัญหาค่าฝุ่นควันในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเกิดค่ามาตรฐาน ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชนมากกว่า 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากกรณีของไฟป่า ที่ลุกลามในพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดเชียงรายอยู่ในขณะนี้

นายแพทย์เอกภพ ระบุว่า ปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอยู่ในขั้นวิกฤตไม่แพ้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิท-19 ฝุ่นควันตัวนี้มีผลต่อสุขภาพคือ ทำให้คนที่เป็นโรคปอด โรคภูมิแพ้อยู่แล้ว เป็นหนักขึ้น ทำให้คนที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ หรือหลอดเลือด ก็จะมีโอกาสเป็นได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หากสูดดมหรือได้รับฝุ่นควันในระยะยาว อาจจะทำให้ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด หรือหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังได้

นี่คือสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญ ยิ่งถ้าสูดดมเข้าไปมาก ก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคมากเช่นกัน นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายของประชาชนในภาคเหนือ เรื่องนี้มีข้อมูลสนับสนุนหลายแหล่ง โดยเฉพาะจากโรงพยาบาลในจังหวัดที่มีปัญหา PM2.5 เมื่อไปดูข้อมูลย้อนหลังก็จะเห็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยในระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากปี 2553 ซึ่งหากรัฐไม่สามารถจัดการกับต้นเหตุได้ อย่างน้อยก็ควรจะบอกกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่าสถานการณ์ในพื้นที่มีปัญหาอย่างไร

“สิ่งที่จำเป็นคือหน้ากากอนามัยแบบ N95 ที่จะช่วยกรองฝุ่นควันได้ และเนื่องจากหน้ากากดังกล่าวนี้ราคาค่อนข้างสูง หากรัฐไม่สามารถจัดหาหน้ากาก N95 ให้ประชาชนได้ทุกคน ก็ควรจัดหาหน้ากากให้กลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หรือเด็กที่หากได้รับฝุ่นควันจำนวนมาก อาจกระทบต่ออาการทางด้านสมอง กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว อาทิ ความดัน เบาหวาน หัวใจ ก็ควรจะได้รับหน้ากาก N95 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การสร้างห้องฟอกอากาศที่ให้คนไปรวมกันเยอะๆ แบบที่เคยทำกันมา ในตอนนี้อาจจะต้องคิดให้เยอะกว่าเดิม เนื่องจากการที่คนไปรวมตัวกันเยอะๆ นั้น อาจทำให้ปลอดภัยจากฝุ่นก็จริง แต่อาจจะได้รับความเสี่ยงจากการติดไวรัสโควิท-19 นี่คือโจทย์ที่เราต้องช่วยกันคิดและช่วยกันทำ” นายแพทย์เอกภพกล่าว

นายแพทย์เอกภพยังกล่าวต่อ ว่ากลุ่มคนที่ตนอยากพูดถึงอีกส่วนหนึ่ง ก็คืออาสาสมัครดับไฟป่า ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่จำเป็นจะต้องใช้หน้ากากในการเข้าไปดับไฟป่า ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วที่ตนได้เคยระดมทุนและน้ำดื่มไปช่วยเจ้าหน้าที่ในการดับไฟป่า ทำให้ได้รู้ว่าอาสาสมัครเหล่านี้มีความยากลำบากและขาดแคลนอุปกรณ์หลายๆอย่างในการปฎิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเป่าลมแบบพกพา, เครื่องปั๊มน้ำแบตเตอรี่พกพา, อุปกรณ์ส่วนตัว ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น, กระเป๋าาเป้ใส่น้ำสำหรับวิ่งเทรล, และน้ำดื่ม

ซึ่งจนถึงวันนี้เรื่องอุปกรณ์ที่จำเป็นข้างต้น อาสาสมัครดับไฟป่าส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับการสนับสนุน หลายหน่วยงานไม่มีความพร้อมในพื้นที่สุ่มเสี่ยง การกระจายงบประมาณและอุปกรณ์เป็นไปอย่างยากลำบากและไม่ทันต่อสถานการณ์ ตนจึงอยากเชิญชวนทุกคนที่ได้ทราบข่าวนี้ มาช่วยกันระดมกำลังและจัดหาอุปกรณ์สนับสนุนอาสาสมัครในพื้นที่ภาคเหนือที่มีการเกิดไฟป่าด้วย

ด้าน นายพีรเดช กล่าวว่า เรายังไม่เห็นมาตรการใดๆจากรัฐที่จะจัดการปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือ นอกจากนี้ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ ยังไม่ปรากฏในพื้นที่ของสื่อต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากปัญหาฝุ่นควันดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตนคาดว่าสถานการณ์ฝุ่นควันขณะนี้ จะยืดยาว รัฐต้องเร่งออกมาตรการแก้ปัญหามากกว่านี้ ที่ผ่านมา

“เรายังไม่เห็นมาตรการในการที่จะแจ้งเตือนให้กับประชาชนในพื้นที่ ให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง หรืองดกิจกรรมการออกกำลังกายกลางแจ้ง อีกทั้งยังไม่เห็นการแจ้งเตือนผ่านการกระจายเสียงตามหมู่บ้านต่างๆ ว่าตอนนี้สภาพอากาศในพื้นที่ไม่ควรจะอยู่ภายนอกอาคาร ตนยังไม่เห็นการแจ้งข่าวใดๆต่อประชาชนเลย” นายพีรเดชกล่าว

บทความก่อนหน้านี้รออะไร? “สุดารัตน์” ถาม “ประยุทธ์” มีเงิน-อำนาจในมือ ทำไมปล่อยให้แพทย์ขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน
บทความถัดไปคนมองหนัง | 2 ซีรี่ส์น่าสนใจ ในยุค “เว้นระยะห่างทางสังคม”