“พิชัย” แนะ “ประยุทธ์” ปลด “สมคิด” เพราะหมดสภาพ ติงขอไอเอ็มเอฟช่วยเท่ากับล้มละลายแล้ว!

“พิชัย” แนะ “บิ๊กตู่” ปลดสมคิด เพราะหมดสภาพ ทำประชาชนตื่นตระหนก ติง จะให้ไอเอ็มเอฟช่วยแปลว่าต้องล้มละลายแล้ว ทั้งที่เงินทุนสำรองมีล้น ชี้ พรบ. กู้ 2 แสนล้านทำได้แต่ใช้ให้ถูกทางและห้ามโกง

วันที่ 29 มีนาคม 2563 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า รู้สึกตกใจที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พูดถึงเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ และประกาศว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยินดีช่วยไทย ซึ่งน่าจะแสดงความไม่เข้าใจอย่างรุนแรง และ อยากให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว. กลาโหม หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ ประธาน ศอฉ. ได้พิจารณาปลดนายสมคิดออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ทั้งนี้เพราะ นายสมคิดแสดงถึงความหมดสภาพในการบริหารเศรษฐกิจแล้ว อีกทั้งยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอย่างไม่มีเหตุผลในภาวะวิกฤตการณ์นี้

ทั้งนี้เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก โดยล่าสุดมีอยู่ถึง 2.199 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องการความช่วยเหลือจาก ไอเอ็มเอฟ แต่อย่างใด ไม่เหมือนในปี 2540 ที่เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยหายหมดจากการที่แบงก์ชาติเข้าไปสู้ค่าเงินบาทในขณะนั้น ซึ่งหากนายสมคิดยังไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้ นายสมคิดก็ไม่ควรจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว และถ้าไอเอ็มเอฟต้องเข้ามาช่วยจริง ก็แสดงว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องล้มเหลวอย่างสุดขีด เพราะประเทศที่ต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยจะเป็นประเทศที่ล้มละลายทางเศรษฐกิจไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเหลือแล้ว อีกทั้งการให้ไอเอ็มเอฟช่วย ประเทศต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงและยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างอื่นอีกมากมาย ซึ่งประเทศไทยไม่มีความจำเป็นเช่นนั้นเลย ไม่คิดเลยว่านายสมคิดจะไม่มีความรู้ในหลักการการเงินระหว่างประเทศพื้นฐานนี้เลย

ทั้งนี้นายสมคิดอาจจะตกใจที่เศรษฐกิจไทยทรุดต่ำลงหนักและรวดเร็วมาก เหมือนทุกเสาหลักเศรษฐกิจทรุด ตามที่นายสมคิดเคยพูดไว้เอง เลยสติหลุด ซึ่งเมื่อแบงก์ชาติบอกเศรษฐกิจไทยปีนี้จะถดถอยโดยจะติดลบถึง 5.3% นายสมคิดจึงอาจคิดเลยเถิดไปถึงการต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยเหมือนในอดีต ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในสถานะต่างกันกับในอดีตมาก นายสมคิดอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าการพูดว่าไอเอ็มเอฟยินดีจะช่วยไทยเป็นการสร้างความมั่นใจ แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นการทำลายความมั่นใจให้ทรุดหนักมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าประเทศไทยจะต้องให้ไอเอ็มเอฟช่วยก็หมายถึงประเทศไทยจะต้องล้มละลายแล้ว ซึ่งไม่จริง

อีกทั้ง นายอุตตม สาวนายน รมว. คลัง ยังกล้าบอกว่าไม่ตกใจกับตัวเลขเศรษฐกิจถดถอยที่ -5.3% ซึ่งหากนายอุตตมไม่ตกใจ คนไทยทั้งประเทศก็ควรจะต้องตกใจที่นายอุตตมไม่ตกใจ เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจจะหนักกันมาก ประชาชนจะยิ่งลำบากกันอย่างแสนสาหัส ทั้งนี้อย่าเพียงอ้างว่าเศรษฐกิจตกต่ำติดลบกันทั่วโลกจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งอาจจะจริงบางส่วน แต่ประเทศไทยทรุดหนักมากสุด เพราะก่อนจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เศรษฐกิจไทยก็ทรุดหนักอยู่แล้ว เพราะไทยขยายตัวได้เพียง 1.6% เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจไทยที่ทรุดหนักมากกว่าประเทศอื่นมาก จากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวมาตลอด 5 ปี

ส่วนการออก พรก. กู้เงิน 2 แสนล้านบาทนั้น ก็เห็นถึงความจำเป็นในภาวะเช่นนี้ และอาจจะต้องใช้มากกว่านี้ด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้มีการทุจริตคอรับชั่น อีกทั้งประชาชนจำนวนมากสงสัยกันว่างบกลางจำนวนกว่า 5 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปในเรื่องใดบ้าง ทำไมถึงหมดแล้ว และอยากให้นายสมคิดทำอย่างที่พูดไว้เองว่า “ไม่อยากให้นำไปใช้กระจัดกระจายไม่เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว” เพราะ 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนำงบประมาณจำนวนมหาศาลกว่า 17 ล้านล้านบาทไปใช้อย่าง อีลุ่ยฉุยแฉกไม่เห็นจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวแต่อย่างไรเลย ประชาชนไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประเทศก็ไม่ได้พัฒนา

ในภาวะวิกฤตนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบก่อนพูด รัฐบาลจะพูดแบบไม่คิดเหมือนในภาวะปกติไม่ได้ เพราะผลกระทบจะมากกว่า รัฐบาลยังคงมีปัญหาอย่างมากในเรื่องการสื่อสารกับประชาชน และหากยังไม่แก้ไขและปล่อยให้เป็นแบบนี้ ความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจะลดลงไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือ

บทความก่อนหน้านี้ไซเบอร์ วอชเมน : วิกฤต “โควิด-19” บททดสอบชีวิตของเราทุกคน
บทความถัดไปเดินตามดาว 30 มีนาคม-5 เมษายน 2563 : โดย ปุสาคโม