สธ.ขอ ปชช.อยู่บ้าน งดตั้งวงสังสรรค์ ชี้ กราฟตจว.เริ่มพุ่ง ไม่ทำตอนนี้ เตียงไม่พอแน่

สธ.ยัน ‘เรือนจำ’ มีมาตรการเข้ม สกัด ‘โควิด’ ขอ ปชช.ร่วมมือ อยู่บ้าน งดตั้งวง วอนสังคมช่วยดู

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 ) ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง มาตรการกรณีผู้ต้องขังที่ติดเชื้อโควิด 19 ว่า โดยหลักการแล้ว หากมีรายงาน จากระบบการสอบสวนโรค จะมี อาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) และทีมควบคุมโรค ของศูนย์ป้องกันและควมคุมโรคประจำจังหวัด เพื่อแยก ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ สำหรับผู้ต้องขังจะมีระบบการตรวจค้นหาโรคติดต่ออยู่แล้ว เช่น วัณโรค ซึ่งติดต่อได้ง่ายกว่า เพราะเป็นแอร์บอร์น

“การสาธารณสุขของเรือนจำ ทั้ง ทีมแพทย์ และทีมผู้บัญชาการเรือนจำทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด หากมีอาการจะมีพื้นที่สำหรับแยกผู้ป่วย และหากมีอาการหนักจะนำไปสู่การรักษาในโรงพยาบาล”

ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะข่วงนี้ กรมควบคุมโรค ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ ประกาศให้มีการงดเยี่ยม ซึ่งจุดสำคัญขณะนี้คือ ผู้ต้องขังรายใหม่ และผู้ต้องขังย้ายเรือนจำ ที่จะต้องมีการคัดกรองไข้และกลุ่มเสี่ยง ซึ่งหากเป็นกลุ่มสี่ยงจะใช้พื้นที่แยกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อไปยังผู้ต้องขังรายอื่น

เมื่อถามว่าขณะนี้ ถือเป็นการเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้ว หรือไม่

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า การจะเข้าสู่ระยะที่ 3 นั้น ทางคณะกรรมการวิชาการ ของ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ จะเป็นผู้ให้เกณฑ์ และประกาศว่าเข้าเกณฑ์ระยะที่ 3 แล้วหรือไม่ โดยจะแจ้งให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งจะมีระยะของการสอบสวนโรค ในกรณีที่เห็นว่ามีต้นตอของโรค ที่อธิบายได้ ถึง 3 เจเนอเรชั่น ก็ถือว่ายังอยู่ในระยะที่ 2 แต่หากเชื้อกระจายไปกลุ่มที่ 4 โดยไม่ทราบสาเหตุ จึงจะถือว่าเข้าสู่ระยะที่ 3

อย่างไรอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าไทยจะอยู่ในระยะที่ 2 หรือ 3 เรียนว่ามาตรการขณะนี้เกินกว่าระยะ 2 ไปแล้ว โดยที่ผ่านมาสามารถสอบสวนย้อนกลับได้เพียง 3 ทอดเท่านั้น จากชุดข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวิชาการ จะมีการรวบรวมข้อมูลและประชุมอีกครั้ง หากถึงระยะที่ 3 จะมีการประกาศให้ทราบ แต่ยืนยันว่ามาตรการที่ออกไปขณะนี้เกินระยะ 2 แล้ว

โดยในส่วนการเดินทางจากต่างประเทศ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า แม้จะมีใบรับรองแพทย์ถือว่าประเทศที่เดินทางมาเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรค ซึ่งใบรับรองแพทย์อาจรับรองการตรวจได้ในระยะเวลาเพียง 1-3 วัน แต่ยังมีความเสี่ยงขณะที่ออกจากพื้นที่นั้น ซึ่งใช้หลักการเดียวกันกับกลุ่มที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น กลุ่มอู่ฮั่นที่มีการทอดระยะเวลากว่า 10 วัน ก่อนที่จัดหาเครื่องบินให้ หรือกรณีกลุ่มผีน้อย ที่ต้องไปอยู่สัตหีบ 14 วัน ซึ่งภายหลังพบเชื้อในไกด์ จึงสามารถสกัดได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้น แม้จะมีใบรับรองแพทย์ก็ยังใช้หลักการนี้อยู่ เพียงแต่ไม่ได้กักตัวในสถานที่ ขอแค่ความร่วมมือให้อยู่ที่บ้าน เพื่อสังคมที่ปลอดภัย

“ประการแรก ฝากถึงพี่น้องประชาชนที่กลับภูมิลำเนา ยังมีการตั้งวงเหล้า เฮฮา กอดรัด ทั้งที่ต้องห่างและเว้นระยะทางสังคม สิ่งเหล่านี้ท่านไม่ได้ทำ หากเกิดโรค ป่วยขึ้นมา ท่านจะต้องเสียใจว่า นอกจากท่านต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ครอบครัว และชุมชนของท่านก็จะลำบากไปด้วย นี่คือความร่วมมือที่ย่อหย่อน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงคนเดียว ดังนั้น สังคมจึงต้องช่วยดู

2.การทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือว่า อสม.เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความเข้มแข็งเทียบเท่าทหารหาญ ฉะนั้นเราต้องให้เครดิต ให้ความสำคัญและขอบคุณพวกเขา มีความภาพสุภาพ และความห่วงใย การถาม ว่าต้องทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน แต่กลับได้ภาพสะท้อนคือ ความไม่ร่วมมือ ความไม่พอใจ ซึ่งทำให้พี่น้องของเราทำงานยากขึ้น

“ไม่ยาก แค่พี่น้องประชาชนช่วยรับฟัง เข้าใจ และปฏิบัติตาม จะไม่มีปัญหาโรคระบาดในประเทศไทยขณะนี้กราฟ ตจว.กำลังจะพุ่ง หากท่านไม่ทำ เตียงจะไม่พอ ห้องไอซียูไม่พอ เครื่องช่วยหายใจจะไม่พอ แต่หากท่านช่วยกันจะไม่เกิดภาพนั้นขึ้น” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

บทความก่อนหน้านี้“หมอเลี๊ยบ” เปิดแนวรบแก้โควิด ชี้แม้ออก พรก. แต่ยังไร้ประสิทธิภาพ-ไม่วางแผนก็น่าห่วง
บทความถัดไปศก.ดิ่ง ‘ธปท.’ ลดจีดีพีปีนี้ติดลบ 5.3% ด้านกนง.มีมติ 4/2 เสียง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75%