ไอติม-พริษฐ์ นำนักการเมือง นักวิชาการรุ่นใหม่ ลงชื่อไม่เห็นด้วย ยุบพรรคอนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. นาย พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตผู้สมัครส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก แถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมือง พร้อมชี้ว่า สองมาตรฐานคือไร้มาตรฐาน ยิ่งทำการเมืองวิกฤตมากขึ้น ระบุว่า

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อนาคตใหม่” แต่เป็นเรื่องของ “อนาคตประเทศไทย”

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพ ต่อเมื่อประชาชนทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายที่บังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน

บ้านเมืองเราได้ไถลลงมาสู่สภาวะที่สังคมถูกปกครองด้วยระบอบสองมาตรฐาน ในระดับที่รุนแรงเกินกว่าที่เราจะนิ่งเฉยต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้

จริงอยู่ว่า เหตุการณ์สองมาตรฐานนั้นมีให้เห็นในทุกยุคทุกสมัยของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เรามักเห็นผู้มีอำนาจทำหลายอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเองในนามของ “ความยุติธรรม” และ “ความรักชาติ” เพื่อตีตราคนที่เห็นต่างว่าเป็นกลุ่มที่มุ่งร้ายต่อประเทศ

แต่ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ได้ทวีคูณมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับพลังและแรงกล้าของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองพวกเขาก้าวหน้าไปสู่ประเทศที่เป็นธรรมและรุ่งโรจน์ และหลุดออกจากระบอบสองมาตรฐานที่นับวันยิ่งเผยตัวออกมาอย่างชัดเจนขึ้นในทุกมิติของสังคม

ระบอบที่บอกเราว่าอะไรผิดถูก อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำ แต่ขึ้นอยู่กับใครเป็นคนกระทำ ตัวอย่างเช่น

(1) ในขณะที่กฎหมายถูกมาใช้เพื่อปกป้องและให้คุณต่อคนกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะเขาพร้อมรับใช้ผู้มีอำนาจ…
…กฎหมายเดียวกันถูกมาใช้เพื่อปกครองและให้โทษคนอีกกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะเขาเห็นต่าง

(2) ในขณะที่บางคนกล้าสารภาพอย่างภาคภูมิว่าเขียนกติกาประเทศขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องตัวเอง…
… คนอื่นกลับถูกจับกุมเพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอในประชามติ

(3) ในขณะที่พรรคหนึ่งขายโต๊ะจีนระดมทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่ได้…
…อีกพรรคหนึ่งกลับถูกห้ามแม้กระทั่งขายสินค้าออนไลน์

(4) ในขณะที่กลุ่มหนึ่งมีแต้มต่อตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จากอำนาจแต่งตั้งพวกพ้องเป็น ส.ว 250 คน….
…อีกกลุ่มหนึ่งกลับโดนตัดคะแนนหลังเลือกตั้ง จากการบิดการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อให้เข้าทางอีกฝ่าย

(5) ในขณะที่บางกลุ่มมักป่าวประกาศถึงความสำคัญของการเป็น “คนดี” ของสังคม…
… แต่คนกลุ่มนั้นกลับเป็นมิตรกับคนที่ตัวเองเคยตีตราว่าเป็น “คนโกง”

(6 ในขณะที่การถือหุ้นสื่อของผู้แทนบางคน ทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และถูกปลดออกจากตำแหน่ง…
… แต่ผู้แทนจากอีกซีกการเมืองที่ถืออิทธิพลเหนือสื่อ กลับเดินเข้าสภาอย่างง่ายดาย

(7) ในขณะที่งานวิ่งแห่งหนึ่ง ถูกปฏิเสธการขอใช้สถานที่ก่อนงาน พร้อมมีเจ้าหน้าที่มาควบคุมสถานการณ์…
…งานเดินอีกแห่งหนึ่งกลับสามารถจัดได้อย่างราบรื่น เสมือนงานหนึ่งของภาครัฐ โดยมีเจ้าหน้าที่มาให้บริการ

(8) ในขณะที่กรณีเสียบบัตรแทนกันในสมัยก่อน ทำให้กฎหมายเป็นโมฆะ…
…แต่กรณีเสียบบัตรแทนกันในต้นปีนี้ กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

(9) ในขณะที่ผู้คนที่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกตีตราว่า “ชังชาติ”
… แต่คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญกลับถูกมองว่าเสียสละเพื่อแผ่นดิน

ไม่สำคัญว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคุณจะกากบาทให้ใคร ไม่สำคัญด้วยซ้ำว่าคุณเห็นด้วยกับแนวทางอนาคตใหม่หรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการออกมายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ร่วมปฏิเสธการเมืองสองมาตรฐานและความยุติธรรมเอียงข้างที่ครอบงำประเทศนี้มานานเกินไป และฉายภาพให้เห็นว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่ อาจเป็นตะปูอีกดอกที่ตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐานของบ้านเมืองเรา

การพยายามยุบพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน แต่ยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้สถานการณ์การเมืองกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งที่หนักไปกว่าเดิม อันเป็นที่ประจักษ์ในระยะกว่า 15 ปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าวิบากกรรมเฉพาะหน้าของชาวอนาคตใหม่จะเป็นเช่นไร และไม่ว่าอนาคตข้างหน้าของพวกเราจะลงเอยเช่นไร แต่ที่แน่นอนคือพวกเราจะเป็นแนวร่วมในวิถีและอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

เราทุกผู้ ทุกนาม ทุกชั้นชน ทุกความเชื่อ ควรมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านนี้เมืองนี้ ด้วยวิถีทางแห่งสันติในระบบการเมืองที่เปิดกว้าง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมฝัน เพื่อสังคมไทยของพวกเราทุกคน หากทว่าการเมืองสองมาตรฐาน แลเห็นจะเป็นปัญหาใหญ่เกินที่จะมีกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งจะทัดทาน และไม่ได้เป็นภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือภารกิจของคนในสังคมทุกคน ที่จะต้องยืนหยัดร่วมปฏิเสธระบอบสองมาตรฐาน ที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าของเศรษฐกิจและสังคมเรา

ระบอบสองมาตรฐานคือสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ถาวร ถูกประดิษฐ์มาจากกลุ่มคนส่วนน้อยนิด หากความจริงอันถาวรก็คือความใฝ่ฝันที่จะเห็นสังคมเท่าเทียม มีสิทธิ มีเสรีภาพ เสมอหน้ากัน เพื่อจะให้ประเทศนี้มีศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

การเมืองไทยต้องการ “สถาบันการเมือง” ที่หลากหลาย เพื่อเป็นตัวแทนชุดความคิดที่แตกต่างกันออกไปของคนในแต่ละกลุ่ม เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ และเพื่อแข่งกันพัฒนาตัวเองให้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของประชาชน

ทุกสิ่งที่พวกเรากล่าวมาไม่ใช่เพื่อบอกว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับอนาคตใหม่

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของ “อนาคตใหม่” แต่เป็นเรื่องของ “อนาคตประเทศไทย”

อนาคตประเทศจะต้องเลิกตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐาน เพราะตราบใดที่บ้านเมืองเรายังถูกบริหารด้วยสองมาตรฐาน บ้านเมืองเราก็จะยังคงอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ประชาชนในประเทศเราสมควรได้รับ

#สองมาตรฐานคือไร้มาตรฐาน

20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ธิษะณา ชุณหะวัณ
พชรพร​ พนมวันฯ
พรพรหม วิกิตเศรษฐ์
พริษฐ์ วัชรสินธุ
พิษณุพงษ์ ถิรโชติภูวนันท์
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
อนรรฆ โกษะโยธิน
อุกฤษ อุณหเลขกะ
เอกรินทร์ ต่วนศิริ

 

บทความก่อนหน้านี้เพ็ญสุภา สุขคตะ : รอนฝัน ตะวันเศร้า องอาจ สิงห์สุวรรณ และนนทพัทธ์ หิรัญเรือง พลังคนรุ่นใหม่ขับไล่สังคมทราม
บทความถัดไปศาลเลื่อนฟังคำสั่ง’ธนาธร’ฟ้องกกต.ร้องยุบ’อนค.’ปมเงินกู้อนค.มิชอบเป็น 2 เม.ย.