‘หมวดเจี๊ยบ’ แนะประยุทธ์ควรทำเป็นตัวอย่างย้ายของออกจากบ้านหลวงทันที ชี้ควรให้ค่านายพลนายสิบ-จ่าเท่ากัน

ทหารที่เป็นนายสิบกับจ่าไม่ได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเลยหรืออย่างไร ถึงอนุญาตแต่นายพลให้อยู่ต่อในบ้านพักของกองทัพได้ ดังนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และโชว์สปิริตย้ายออกจากบ้านหลวงให้คนอื่นเห็นก่อนเป็นตัวอย่าง เพื่อยืนยันหลักการว่ากองทัพมองเห็นคุณค่าของนายพลกับนายสิบเท่ากัน ทั้งนี้ ถ้าไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและถ้าไม่เลิกกดขี่ทหารชั้นผู้น้อย ก็อาจมีทหารคลั่งไล่ยิงชาวบ้านเพื่อระบายแค้นอีกในอนาคต

ร.ท. หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าทหารที่เป็นนายสิบกับจ่าไม่ได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองเลยหรืออย่างไร เหตุใดจึงมีแค่นายพลเท่านั้นที่มีสิทธิ์อยู่ต่อในบ้านพักของกองทัพได้ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำในกองทัพที่เป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกรณีจ่าคลั่งปล้นปืนไปยิงชาวบ้านก็เพราะเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและความเครียดจากเรื่องทำนองนี้

ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายไม่ต้องการให้ความตาย 30 กว่าศพที่โคราช ต้องสูญเปล่าก็ควรถือโอกาสนี้ในการสังคายนากองทัพเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ ก็คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต้องโชว์สปิริตด้วยการย้ายออกจากบ้านหลวงทันทีเพื่อแสดงให้คนอื่นในกองทัพเห็นเป็นตัวอย่างว่าขนาดท่านเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็ยังรู้จักเสียสละให้กับลูกน้อง โดยการย้ายครอบครัวออกจากบ้านพักของทางราชการทันที โดยไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงว่าตนเองมีสิทธิ์หรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของการมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์แต่เป็นเรื่องของการแสดงสปิริตในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเป็นศิษย์เก่า จปร. ซึ่งเป็นสถาบันหลักของกองทัพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่นและเพื่อเป็นการยืนยันหลักการว่ากองทัพมองเห็นคุณค่าของนายพลกับนายสิบเท่ากัน จะได้ไม่มีใครคลั่งออกไปไล่ยิงชาวบ้านเพื่อระบายความแค้นอีก

ซึ่งนี่จึงจะเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในกองทัพอย่างถูกจุดไม่ใช่ถือโอกาสไปออกระเบียบอนุญาตให้ผู้บังคับหน่วยทหารสามารถที่จะออกใบอนุญาตให้นักธุรกิจเข้ามาทำธุรกิจหาเงินในกองทัพง่ายขึ้น ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ง่าย เพราะเคยมีกรณีที่นักธุรกิจหอบเงิน 10-20 ล้านบาท มาให้นายทหารที่มีอำนาจเซ็นต์อนุมัติสัมปทานให้เช่าเหมาคลื่นรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ในการกำกับดูแลของทหาร หรือเหมาสัมปทานเข้ามาทำการค้าในหน่วยทหาร ซึ่งเงินสินบนแบบนี้มันเข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจเซ็นต์อนุมัติโดยตรง ไม่ได้เป็นรายได้กลับคืนให้รัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และตรวจสอบยาก ที่สำคัญ ทหารชั้นผู้น้อยก็ไม่ได้รับประโยชน์จากเงินเหล่านี้ ทำได้แต่มองตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัยว่า รายได้มหาศาลเหล่านี้มันไปเข้ากระเป๋าใครหมด ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ จึงเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และอย่าไปหวังว่า ทหารชั้นผู้น้อยจะร้องเรียนปัญหาทุจริตเข้ามาที่กองทัพ เพราะเขากลัวได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เนื่องจาก ทหารที่โดนร้องเรียนก็ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลและเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกับคณะกรรมการสอบสวนนั่นแหละ จึงคาดหวังกับผลสอบไม่ได้ ดังนั้น ทหารที่มีสติสัมปชัญญะจะไม่ฆ่าตัวตายด้วยการร้องเรียนทุจริตซึ่งจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนทีหลัง

กล่าวโดยสรุป คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงในกองทัพให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการย้ายข้าวของออกจากบ้านพักของทางราชการทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาไล่ ซึ่งทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้จิตสำนึกมากหน่อย และต้องสะกดคำว่าเสียสละให้เป็น โดยขณะนี้ คนทั้งสังคมกำลังจับตามองอยู่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ สะกดคำว่าเสียสละเป็นหรือไม่

บทความก่อนหน้านี้ธปท.ประเมินไวรัสโควิด19 หนักสุดแค่ไตรมาสแรก คาดศก.ไทยพลิกโต3%ปี64
บทความถัดไปE-DUANG : ​​​ศึกษา พงศกร รอดชมภู ​กับ หลักการ อนาคตใหม่