“อนาคตใหม่” ถอดบทเรียน “จากโคราชสู่การปฏิรูปกองทัพ” ชู “เปิดชื่อ-เปิดงบประมาณ-เปิดทาง ปชช.มีส่วนร่วม

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เมื่อเวลา 16.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (สี่แยกคอกวัว) พรรคอนาคตใหม่จัดกิจกรรม “จากโคราชสู่การปฏิรูปกองทัพ” โดยมีประชาชนแห่ร่วมคับคั่งจนแน่นเต็มพื้นที่ ทั้งนี้ มีการแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “ค่ายทหารปลอดภัย เป็นจริงได้ถ้ากล้าพอ” โดย พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ, “ถูกซ่อมเป็นประจำ ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?” โดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และปิดท้ายด้วย “ปฏิรูปกองทัพอย่างไร ไม่ให้เป็นแค่การแ(ส)ดง” โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

นายธนาธร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่โคราชจะไม่เกิดขึ้นถ้าสังคมไทยมีความยุติธรรมกว่านี้ และบ่อเกิดของความอยุติธรรมนั้น เป็นเพราะโครงสร้างของกองทัพที่มีปัญหา อย่างไรก็ตามก่อนที่จะเสนอแนวทางการปฏิรูปกองทัพ ตนอยากจะขอทวงสัญญาที่เคยถามไปเมื่อครั้งเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายฯ ซึ่งมี 5 เรื่องเกี่ยวกับ ธุรกิจสนามมวย สนามม้า เงินนอกงบประมาณ คลื่นวิทยุโทรทัศน์ และปฏิบัติการเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ โดยได้ถามไปตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ 80 วันแล้ว ยังไม่ได้รับคำตอบสักข้อเดียว ซึ่งนี่คือโครงสร้างของการทัพ โครงสร้างกระทรวงกลาโหมที่ไม่เป็นธรรม จนทำให้เกิดเหตุอาชญากรรมที่โคราช

“บทเรียนสำคัญที่เราได้จากเหตุการณ์ที่โคราช ผมสรุปได้ 2 ข้อ คือ 1.ต่อให้ได้รับความอยุติธรรมแค่ไหน ก็ไม่มีใครมีสิทธิที่จะใช้ความอยุติธรรมนั้นพรากชีวิตผู้อื่น และ 2.อาชญากรรมไม่ได้หล่นจากท้องฟ้า แต่เกิดจากเนื้อนาดินของสังคม นี่เป็นคำพูดของ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธี เปรียบเด็กเป็นผ้าขาว แต่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมต่างกัน ครอบครัว โรงเรียน ผ่านประสบการชีวิตที่ต่างกัน แต่ถ้ารัฐจัดสวัสดิการที่ดี รัฐเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคในกระบวนการยตุิธรรม โอกาสที่คนๆ หนึ่งจะก่ออาชญากรรมก็จะน้อยลง” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวว่า วันนี้ สังคมมีฉันทามติร่วมกันว่ากองทัพต้องปฏิรูป พรรคอนาคตใหม่เราพูดมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค และวันนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ตนกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เห็นตรงกัน ที่บอกว่ากองทัพต้องปฏิรูป รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เห็นตรงกัน แต่สิ่งที่ทำให้เราไม่เชื่อใจว่าจะมีการปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผล 4 ข้อ คือ

1.ทรัพย์สินของนายพล โดยหลังรัฐประหาร พ.ศ.2557 มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น ในนี้มีที่เป็นนายพลถึง 81 คน และเมื่อขอดูทรัพย์สินจาก ปปช.โดยเฉลี่ยแล้วพบว่า แต่ละคนมีทรัพย์สิน 78 ล้าน ซึ่งต่อให้รับราชการเป็นนายพลตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ รับราชการ 40 ปี ก็ไม่สามารถมีเงินเท่านี้ได้ นั่นหมายความว่าพวกเขามีธุรกิจอื่นเพิ่มเติม ซึ่งนั่นก็คือการเอาทรัพยากรประเทศไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่

2.บรรดานายพลยังมีนายทหารรับใช้ ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจว่า ความมั่นคงของนายพลไม่เท่ากับความมั่นคงของชาติ และตรงกันข้ามความมั่นคงของชาติคือความมั่นคงในชีวิตของนายทหารชั้นผู้น้อยต่างหาก

3.พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งมา 6 ปี ขณะที่ พล.อ.อภิรัชต์ อยู่ในตำแหน่งมาแล้ว 1 ปีครึ่ง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจมากมายล้นฟ้า มี ม.44 เป็นดาบอาญาสิทธิ์ ซึ่งจะสั่งหน่วยงานราชการไหนก็ได้ แต่ไม่เคยใช้ในการปฏิรูปกองทัพเลย

และ 4.เมื่อวันก่อนมีการพูดกันว่านายทหารเกษียณแล้วต้องออกจากบ้านพรรค แต่อีกวันก็มาบอกว่ายกเว้นสำหรับ นายกรัฐมนตรี กับ ส.ว. กับคนที่ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติบางคน

“ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจในคำพูดของพวกท่าน และจะไม่ให้ประชาชนเขาอดคิดได้อย่างไรว่า นี่เป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงการเฉือนเนื้อส่วนน้อยเพื่อรักษาเนื้อส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม เราจะปฏิรูปกองทัพได้ ต้องเข้าใจในโครงสร้าง 3 ตัว คือ 1.โครงสร้างที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้กองทัพเป็นเหมือนรัฐในรัฐ เป็นแดนสนธยา 2.การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในกองทัพ ยังมีการซ่อมซึ่งเป็นเพียงข้ออ้างที่จะปิดปากทหารที่เห็นต่าง นี่เป็นการสร้างระบอบอุปถัมภ์ของผู้บังคับบัญชาที่ลุแก่อำนาจ และ 3. วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล การอ้างว่าเรื่องของทหาร ทหารจะจัดการกันเอง ทำให้คนผิดไม่เคยถูกลงโทษ” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนของเสนอการปฏิรูปกองทัพ ที่เรียกว่า 3 ป. คือ “เปิดชื่อ เปิดงบประมาณ และเปิดทาง ทั้งนี้ 1.เปิดชื่อ เช่น ต้องมีการเปิดรายชื่อทหารที่เกษียณแล้วแต่ยังใช้บ้านพักราชการว่ามีจำนวนเท่าไหร่ กิจการต่างๆ ของทหาร ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สนามกอกอล์ฟ มีอะไรบ้าง ต้องเปิดออกมา 2. เปิดงบประมาณ เช่น งบประมาณที่ใช้บริหารในกิจการต่างๆ ของกองทัพ แต่ละเรื่อง แต่ละปฏิบัติการใช้อย่างไร เท่าไหร่ ต้องเปิดให้หมด และ 3.เปิดทาง เราต้องไม่ปล่อยให้กองทัพปฏิรูปกันเอง ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ ส.ส. ฯลฯ ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมนำเสนอการปฏิรูปด้วย

“ถ้าท่านตั้งใจจะปฏิรูปกองทัพอย่างจริงจัง ผมคิดว่าย่อมจะเกิดแรงเสียดทานจากกองทัพ จากนายทหารที่จะสูญเสียผลประโยชน์ ถามว่า พล.อ.อภิรัชต์ ท่านจะรับได้หรือ ดังนั้น เรื่องนี้ท่านทำคนเดียวไม่ได้ ท่านจะต้องเปิดให้เราเข้าไปมีส่วนร่วม ให้เราได้ช่วยเหลือท่าน ให้เราร่วมกดดันคนที่จะเสียผลประโยชน์นั้น แต่อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่จะขอเปิดทางก่อน โดยในสัปดาห์หน้า เราจะเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ ส.ส.ซีกฝ่ายรัฐบาลจะขัดขวางการตั้ง กมธ.ชุดนี้ และการเปิดทางอีกอย่างหนึ่งคือ ผมจะเปิดฮอตไลน์รับเรื่องร้องทุกข์ ผ่านเฟชบุ๊กของตนเอง นายทหารชั้นผู้น้อยคนใดมีเรื่องอะไรร้องเรียน สามารถส่งมาได้เลย เราพร้อมเป็นปากเสียงให้ ตอนนี้ ผมคิดว่าเราอยู่ในช่วงเวลาที่การปฏิรูปกองทัพได้รับการยอมรับมากที่สุด นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด อย่างทิ้งโอกาสนี้ไป อย่าเสียของ” นายธนาธร กล่าว

ด้าน พล.ท.พงศกร กล่าวว่า เหตุการณ์​ที่โคราชเป็นเครื่องพิสูจน์​ได้แล้วว่า ถึงเวลาที่กองทัพสมควรที่ตะปฏิรูปได้แล้ว เพราะถ้าหากไม่แก้เรื่องนี้ เราไม่ต้องพูดถึงประชาธิปไตยได้เลย ซึ่งจากการวิจัยจากนานาประเทศพบว่า 70 ปีที่ผ่านมา หากประเทศไหนที่มีการรัฐประหาร ประเทศนั้นจะไม่มีทางที่เศรษฐกิจ​ที่ดีขึ้นได้เลยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกนั้น เกิดจากคนยุคเก่าที่มีความคิดไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และหากไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ย่อมเกิดสงคราม และเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงการเมืองจึงต้องเปลี่ยนแปลงตาม หากเราใช้ความคิดแบบสมัยก่อน นายสั่งต้องทำตาม ใช้อำนาจทำที่ไม่อยู่ในกฎกติกา ก็จะเกิดการกดขี่ อย่างที่เป็นต้นตอของปัญหาเหมือนเหตุกราดยิงในโคราช

“หากเราบริหารกองทัพแบบสมัยใหม่ เหตุการณ์​แบบที่โคราชจะไม่เกิดขึ้น เพราะขณะนี้วิธีคิดของผู้นำกองทัพยังมีวิธีคิดที่โบราณ​ ซึ่งไม่สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ ทั้งนี้ การเลือกบุคลากรในการขึ้นมาบัญชาการกองทัพนั้น หากมีการคัดสรรบุคลากรที่มีคุณภาพขึ้นมาโดยการดูที่ผลงาน ไม่ดูเพียงแค่นามสกุล หรือที่เรียกว่าเด็กนาย จะทำให้การบริหารงานกองทัพนั้นมีประสิทธิภาพ​มากขึ้น และได้คนมีคุณภาพขึ้นมาบัญชาการกองทัพไทย การคัดสรรแบบนี้จะให้เกิดทหารอาชีพ​ได้อย่างแน่นอน และการที่เรามาในวันนี้เพื่อที่จะบอกว่าสิทธิเสรีภาพที่เขาเอาไป ไม่ทำให้เรามีเงินมีทอง ไม่ทำให้ลูกหลานมีความสุขได้ เราต้องอย่าเดินตามผู้นำ ผมขอให้เรารักษาสิทธิเสรีภาพของเรา แล้วประชาธิปไตย​จะมาหาเราเอง คลื่นลูกแรกย่อมแพ้คลื่นลูกหลังเสมอ เพียงแต่เราต้องศึกษาและสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์​ในอดีต และนำมาประยุกต์ใช้​ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ​” พล.ท.พงศกร กล่าว

ขณะที่ นายวิโรจน์​ กล่าวว่า พลทหารชั้นประทวนไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น แต่การไม่รับความเป็นธรรมนั้นเกิดมาแล้วหลายยุคหลายสมัย อย่างในปี 2561 ก็เคยมีการประชุมกลาโหมเกี่ยวกับการร้องทุกข์ของพลทหารมาแล้ว ซึ่งนำมาสู่การบังคับใช้ พ.ร.บ.วินัยทหารปี 2476 มาใช้อย่างจริงจัง ซึ่งภายใน พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น ไม่มีระบบกระบวนการคานอำนาจในการให้ความยุติธรรม ซึ่ง พ.ร.บ.วินัยทหาร มีมาแล้ว 87 ปี ย่อมเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง และไม่เคยถูกปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม​เลยสักครั้ง ดังนั้น ความเป็นธรรมของการร้องทุกข์​ภายในค่ายทหาร ย่อมไม่เกิดความเป็นธรรมให้แก่ผู้ร้องได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ระบบการร้องทุกข์​ของกองทัพบกในปัจจุบันนั้นมีอยู่ 6 ช่องทาง แต่เราต้องตั้งคำถามว่า ปัญหานั้นอยู่ที่ช่องทางหรือระบบกันแน่ หากมีระบบสะดวกขึ้นต่อการร้องทุกข์​ แต่เราไม่แก้กันที่โครงสร้าง เราก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

“การที่จะให้ธำรงวินัยของทหารนั้นให้เป็นธรรม ต้องปรับแก้ภายใน พรบ.วินัยทหาร โดยหลักใหญ่อยู่ 3 ข้อ 1.ต้องใส่หลักสิทธิมนุษยชน​ เข้าไป 2.ต้องมีกลไกการคุ้มครองในการร้องทุกข์​ 3.ต้องพิจารณา​ขอบเขตอำนาจของศาลทหาร ซึ่งการขึ้นศาลทหาร จำเลยต้องเป็นแค่ทหารเท่านั้น ห้ามนำจำเลยที่เป็นพลเรือนขึ้นศาลทหารโดยเด็ดขาด หากทหารประพฤติ​มิชอบไม่ว่าเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ​ทางทหาร ต้องขึ้นศาลพลเรือนเท่านั้น ผมอยากสร้างความตระหนักให้กับสังคมว่า กฎหมายวินัยของทหารเราใช้มา 87 ปีแล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ หากยังมีการซ่อม การแดก ในค่ายทหารอยู่ ความเป็นธรรมไม่มีทางเกิดขึ้นในค่ายทหารอย่างแน่นอน” นายวิโรจน์ กล่าว

บทความก่อนหน้านี้ป่าไม้ แจ้งตร.เอาผิด 3คดี หลักฐานชี้ ฟาร์มไก่ เอ๋ รุกป่า ชัดเจน 433 ไร่
บทความถัดไปสหรัฐส่งทีมนำพลเมืองอเมริกันอพยพจากเรือสำราญถูกกักบริเวณสกัด “โควิด-19” ระบาด