ม.หอการค้าฯหวั่นศก.ปีนี้ต่ำกว่า 2.5% หากงบล่าช้ากว่าพ.ค. เผยดัชนีเอสเอ็มอีทรุดทุกตัว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้มีแนวโน้มเศรษฐกิจจะโตต่ำกว่า 2.8%  หากงบประมาณ 2563 ล่าช้าไปกว่าเดิมและไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผนจะเริ่มนำมาใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้หากงบประมาณล่าช้าไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และเกิดปัญหาทางการเมืองจนส่งผลกระทบต่องบประมาณในปี 2564 อาจทำให้เศรษฐกิจต่ำกว่า 2.5% ได้

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนพ.ร.บ.กู้เงิน ที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดนำมาทดแทนงบประมาณปี 2563 นั้นขณะนี้ยังรู้สึกแปลกใจกับแนวคิดนี้ เพราะการกู้เงินของรัฐบาลนั้นปกติต้องอิงกับงบประมาณประจำปี ดังนั้นถ้าต้องออกเป็นพ.ร.บ.กู้เงินขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนงบประมาณสามารถทำได้หรือไม่ และขณะนี้ยังมองไม่เห็นเหตุในการกู้ และกู้มาแล้วจะใช้อย่างไร หรือจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร

นายธนวรรธน์กล่าวถึงเผยผลสำรวจดัชนีเอสเอ็มอีประจำไตรมาส 4/2562 ว่า ดัชนีเอสเอ็มอีปรับลดทุกด้าน และเป็นค่าระดับต่ำสุดที่เคยสำรวจมา ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 2.5% หรือต่ำสุดรอบ 5 ปี และภาพรวมเอสเอ็มอีปีนี้ขยายตัวเพียง 3% ส่งผลให้ค่าดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ที่ 40.8 ปรับตัวลดลง 0.7 จุด ส่วนดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ อยู่ที่ 47.2 ปรับตัวลดลง 0.6 จัดและดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ที่ 50.4 จุดลดลง 0.7 จุด จากค่าดัชนีทั้ง 3 ตัว เมื่อนำมาประมวลให้เห็นถึงดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีพบว่าอยู่ที่ระดับ 46.1 จุด ลดลง 0.8 จุด

“ค่าดัชนีเอสเอ็มอีต่ำกว่า 50 เกือบทุกตัว เป็นผลมาจากยอดขายลดลง กำไรลด สภาพคล่องย่อตัว สะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอียังมีความเสี่ยง โดยในการสำรวจดังกล่าวกลุ่มเอสเอ็มอียังมีความหวังว่าค่าดัชนีเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 1 ปีนี้ จากการลงทุนภาครัฐ ปัญหาเทรดวอร์มีแนวโน้มคลี่คลาย และมาตรการของรัฐช่วยเหลือเงินกู้ และสภาพคล่องสำหรับเอสเอ็มอี 3.8 แสนล้านบาทน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อเอสเอ็มอี ทำให้เอสเอ็มอีปีนี้ขยายตัว 3.4% ดีกว่าปีที่ผ่านมาขยายตัว 3%”นายธนวรรธน์

นายธนวรรธน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามต้องติดตามปัญหาภัยแล้งคาดว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนปัญหาPM 2.5 คาดว่ากระทบต่อสภาพคล่องเศรษฐกิจ 7 พันล้านบาทถึง 1 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณออกล่าช้าต้องติดตามจะล่าช้าไปมากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยและเอสเอ็มอีในปีนี้ยังมีอยู่และคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายสมานพงษ์ เกลี้ยงลํายอง รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้า ธพว. ค่าเฉลี่ยดัชนีทุกด้านสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของ ธพว. เนื่องจาก ธพว. มีนโยบายหลักในการเติมความรู้คู่ทุน ทำให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพ สามารถปรับตัวอยู่รอดได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น จัดอบรมการทำตลาดออนไลน์ บริหารจัดการต้นทุนธุรกิจ แนะนำการทำบัญชีเดียว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังช่วยขยายตลาดใหม่เพิ่มยอดขาย เช่น พาออกงานตลาดนัด SME D ยกกำลัง 3 ที่ธนาคารจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งเดือนมกราคม นี้ จัดระหว่างวันที่ 23-24 มกราคม 2563 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 1 สำนักงานใหญ่ SME D Bank อีกทั้ง พาเปิดตลาดอีคอมเมิร์ซ ผ่านแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง อย่าง Thailandpostmart.com Shopee และ Lazada เป็นต้น  นอกจากนี้ธนาคารมีโครงการดอกเบี้ยสินเชื่อต่ำวงเงินวงเงินไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ให้เอสเอ็มอีกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องหรือต้องการปรับเปลี่ยนตัวเองให้มีความทันสมัยมากขึ้น

บทความก่อนหน้านี้“ประยุทธ์” ย้ำ ยกแก้ฝุ่นเป็นวาระแห่งชาตินานแล้ว โวรัฐบาลมีน้ำยา แต่ถ้าใช้ จะเดือดร้อน
บทความถัดไปอนุสรณ์ ติปยานนท์ : อาหารกับพระโลกนารถภิกขุ