“ซูจี” ขึ้นศาลไอซีเจ แก้ต่างแทนทหารพม่าคดีกวาดล้างโรฮิงญา

นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ได้ขึ้นต่อสู้คดีในห้องพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่พระราชวังสันติภาพในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม นับเป็นการขึ้นพิจารณาคดีครั้งแรก ตามข้อกล่าวหาที่อัยการจากประเทศแกมเบียได้ยื่นฟ้องพม่าว่าได้กระทำการอันเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ถือเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ จากปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธจนนำไปสู่การลุกลามถึงที่เลขาธิการองค์การสหประชาชาติถือเป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และทำให้ชาวโรฮิงญากว่า 6 แสนคนต้องลี้ภัยครั้งใหญ่

ด้านบรรยากาศหน้าพระราชวังสันติภาพ ปรากฎมีประชาชนรวมกลุ่มซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนนางซูจีกับกลุ่มสนับสนุนชาวโรฮิงญา ชูป้ายข้อความและภาพหน้านางซูจีตลอด 2 ข้างทางที่มุ่งหน้าสู่พระราชวังสันติภาพ

ก่อนหน้านี้ อัยการชาวแกมเบียได้ยื่นฟ้องไอซีซีเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเป็นการฟ้องร้องในฐานะตัวแทนขององค์การความร่วมมืออิสลาม(โอไอซี) พร้อมกับขอให้องค์คณะผู้พิพากษาประกาศมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองปกป้องชาวโรฮิงญา ก่อนที่ศาลจะดำเนินการไต่สวนคดีอย่างเต็มรูปแบบในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อไป โดยซูจีจะขึ้นชี้แจงต่อศาลโลกในกรณีคำร้องขอให้มีการออกมาตรการชั่วคราวที่จะใช้เวลาราว 3 วัน

การขึ้นศาลของนางซูจี ถูกมองว่าเป็นการสูญเสียความยอมรับนับถือของสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและการเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมา ในระดับเดียวกับนายเนลสัน แมนเดลา ของแอฟริกาใต้ และมหาตมะ คานธี แห่งอินเดีย หลังจากที่ซูจีนิ่งเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในพม่า และยังออกมาปกป้องการกระทำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนสั่งให้กักบริเวณเธออยู่ภายในบ้านพักในนครย่างกุ้งนานถึง 15 ปี

แม้ดูเหมือนซูจีจะถูกกระแสกดดันจากโลก แต่ภายในพม่า การตัดสินใจนำคณะเดินทางมาสู้คดีในศาลโลกด้วยตัวเองครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากประชาชนเมียนมาที่มองว่าชาวโรฮิงญาเป็นผู้อพยพที่เข้ามาอยู่ในพม่าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ศาลจะตัดสินเป็นคุณต่อพม่าเนื่องจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ง่ายนักในทางกฎหมาย โดยที่ผ่านมามีเพียงคดีเดียวคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่บอสเนียเมื่อปี 2538 ที่ศาลตัดสินว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

อย่างไรก็ตาม อัยการจากแกมเบียได้ยื่นฟ้องพร้อมหลักฐานเป็นบันทึกคำให้การของพยานที่เป็นชาวโรฮิงญาซึ่งหนีรอดจากการกวาดล้าง ที่ทีมค้นหาความจริงเฉพาะกิจของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็นได้เข้าสืบสวนเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา จนได้รายงานความหนากว่า 400 หน้า

ทั้งนี้ ความผิดฐานกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถือเป็น 1 ในหลายความผิดที่อยู่ในบทบัญญัติของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ปี 1998 และคณะตุลาการจะทำการพิจารณาคดีในศาลไอซีซีที่กรุงเจนีวา ซึ่งอัยการของไอซีซีกำลังสืบสวนเรื่องดังกล่าว แต่สำหรับกรณีพม่าที่ไปฟังการพิจารณาคดีที่กรุงเฮก เพราะอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากพม่ากระทำการฝ่าฝืนข้อกฎหมายตามอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวอยู่ในขอบเขตอำนาจการพิจารณาของศาลไอซีเจ

บทความก่อนหน้านี้‘ปิยบุตร’ คาดตั้งกมธ.ศึกษาแก้รธน.ได้อาทิตย์หน้า ยัน ‘ธนาธร’ ไม่นั่งกมธ.
บทความถัดไป‘ลุงตู่’รณรงค์สวมหมวกกันน็อกเด็ก3ขวบขึ้นไป