“มนัญญา” ชี้การชะลอแบน 3 สาร ยกเป็นเรื่องของคกก.วัตถุอันตราย

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ 3 สมาคมบริษัทผู้ส่งสารเคมี ว่า ในเรื่องของการตัดสินใจว่าจะเลื่อน หรือไม่เลื่อน มติการแบนสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซตนั้น ขึ้นอยู่กับ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะมีการประชุมในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธาน หากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้ชะลอและจำกัดการใช้สารดังกล่าว ทางคณะกรรมการฯ ก็ต้องมีคำตอบให้กับสังคมด้วยว่าหลังจากนั้นจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการเปิดรับฟังข้อเสนอแนะของเอกชนในครั้งนี้ ตนมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป ส่วนในเรื่องของแนวทางการรับคืนสารเคมีจากเกษตรกร ร้านค้าผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งจะมีการผลักดันให้ส่งออกสารเคมีไปยังประเทศต้นทาง อาทิ สิงคโปร์ และเมียนมา เป็นต้น ล็อตแรกในประมาณ 700 ตัน จากจำนวนสารทั้งหมด จำนวน 38,855 หมื่นตัน ทั้งนี้ ขอให้เอกชนที่จะส่งออก 3 สารดังกล่าว มาดำเนินการภายใน 3 วัน และต้องแจ้งจำนวนสต็อกเข้ามา

“ดิฉันจะเร่งรัดการส่งออกในล็อตแรกโดยเร็วที่สุด ส่วนสต็อกที่เหลือจะมีการส่งออกเพิ่มเติม และไม่มีการกำหนดโควต้า ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีการนำเข้าสารตัวใหม่ และไม่สนับสนุนให้เผาทำลายสาร ควรเน้นการส่งออกมากกว่า เพราะว่าการทำลายสาร ต้องใช้งบประมาณกว่า 2 หมื่นบาทต่อตัน หากเกษตรกรและผู้ประกอบการต้องการกำจัดสารด้วยวิธีดังกล่าวต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ” นางสาวมนัญญากล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ ที่กรมวิชาการเกษตร เพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือร้านค้าอย่างไร เนื่องจากตามมติในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ผู้มีไว้ครอบครองจะผิดกฎหมายและได้รับโทษหนัก เบื้องต้นจำคุก 10 ปี ปรับ 1 ล้านบาท ส่วนกรณีประกาศราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ของกรมวิชาการเกษตรนั้น เป็นนโยบายและอำนาจของกรมฯ ยอมรับว่าขั้นตอนอาจมีถูกผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ทั้งหมดยังต้องผ่านบอร์ดคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน

นายสกล มงคลธรรมมากุล ประธานที่ปรึกษาสมาคมอารักขาพืช กล่าวว่า สมาคมฯ ไม่ได้เห็นด้วยกับมติการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด และตามที่ได้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายประเภท 4 สิ้นสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการออกความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการแบน 58% เห็นด้วย 42% และเมื่อรวบรวมการแสดงความคิดเห็นผ่านแบบสอบถามของเกษตรกรที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านซ่องทางออนไลน์ได้ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการแบนคิดเป็น 70% แต่เมื่อมีมติไห้แบนสารดังกล่าว สารทั้ง 3 ชนิดจะกลายเป็นสารที่ผิดฎหมายทันที ดังนั้น รัฐบาลต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการชดเชยความเสียหายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายในการเก็บส่งรัฐ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายในการทำลาย จึงไม่ควรผลักภาระนี้ให้เอกชนและเกษตรกรรับผิดชอบเอง

บทความก่อนหน้านี้‘ชาญวิทย์’ ชวนคิด ‘ตอนต่อไป’ ของธนาธร ลั่น ยังจบไม่ได้ เพราะมีงานต้องทำอีกเยอะ
บทความถัดไป‘รสนา’ เสนอรัฐลดภาษีน้ำมัน 3 บ./ลิตร ชี้ ปชช.ได้ประโยชน์กว่าโครงการชิม ช้อป ใช้