ดีใจเก้อ? “ทรัมป์” ขู่จีนขึ้นภาษีมโหฬารอีก หากไม่รับข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว

นับตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างก็รอคอยที่จะฟังข่าวดีจากการพักรบสงครามการค้าของจีนกับสหรัฐอเมริกา หลังจากที่มีข่าวแว่วๆ ว่าช่วงกลางเดือนพ.ย. อาจจะมีการเซ็นลงนามข้อตกลงการค้าบางอย่าง “ระยะหนึ่ง” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณบวกว่าปัญหาการค้าของ 2 มหาอำนาจใหญ่ของโลกอาจจะยุติได้

จนกระทั่งเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศต่อต้านจีนเกี่ยวกับแนวคิด “การยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากทั้งสองฝ่าย” โดยย้ำว่าเป็นเพียงความคิดของรัฐบาลจีนเพียงฝ่ายเดียว และไม่มีการตกลงร่วมกันแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ “เกา เฟิง” โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจรจาระดับสูงของทั้งสหรัฐและจีนได้หารือกันอย่างจริงจัง และข้อตกลงเป็นไปอย่าง “สร้างสรรค์” ยืนยันว่าทั้งสองเห็นตรงกันว่าจะยกเลิกมาตรการภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันเป็นระยะๆ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในการเจรจาและทำข้อตกลงร่วมกัน

พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า หากทั้งจีนและสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าในเฟสหนึ่งได้สำเร็จ ก็เตรียมที่จะถอนมาตรการภาษีเพิ่มเติมที่เคยประกาศไปแล้วก่อนหน้านั้น โดยจะถือว่าเป็นการทำข้อตกลงการค้าชั่วคราวฉบับใหม่ระหว่างกันเป็นครั้งแรก

แต่ล่าสุด “นิวยอร์กไทมส์” รายงานว่า เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.62) ตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้กล่าวปราศรัยที่ชมรมเศรษฐกิจ (Economic Club) ในนครนิวยอร์กซึ่งเป็นบ้านเกิดขึ้นผู้นำทรัมป์ โดยเป็นการกล่าวย้ำอีกครั้งว่าไม่เห็นด้วยอย่างมากกับแนวคิดการยกเลิกมาตรการภาษีสินค้านำเข้า ทั้งยังขู่เพิ่มด้วยว่า สหรัฐจะยกระดับความรุนแรงของสงครามการค้ากับจีนมากขึ้นอีก หากจีน-สหรัฐ ไม่มีการลงนามสัญญา “สงบศึก” ซึ่งข้อตกลงนี้ในความหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ ครอบคลุมถึงแค่การระงับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า “รอบใหม่” เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงรวมการยกเลิกภาษีทั้งหมดในระหว่างที่ทำสงครามการ “ตามความเข้าใจของจีน”

ผู้นำฝีปากกล้า ยังกล่าวอวดอ้างอีกว่า “ข้อตกลงการค้าระยะแรกกับจีนใกล้ความจริงมากแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะตอนนี้เรียกได้ว่า จีนส่ออาการป่วยหนักและกำลังใกล้ตาย ดังนั้นทุกๆ อย่างมันจึงน่าจะจบลงเร็วๆ นี้เท่าที่จะเร็วได้”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า อัตราภาษีรอบใหม่ที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากจีนส่วนที่เหลือ ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ในอัตรา 15% มูลค่าสินค้า 156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บทความก่อนหน้านี้‘สมคิด’ หนุนรัฐ-เอกชนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์รับยุค AI
บทความถัดไป“อนุทิน” โพสต์แนวทางแก้รธน.ฉบับภูมิใจไทย ย้ำเป้าหมาย “เพื่อปากท้องประชาชน”