‘ถาวร’ เยี่ยมโอท็อปบ้านหวาย เมืองกาญจน์ ให้พัฒนาสินค้า 5 ดาว ‘เล็ก ดี มีคุณภาพ’ ขึ้นเครื่อง’บินไทย’

‘ถาวร’ รมช.คมนาคมตรวจเยี่ยมผลดำเนินงาน โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป เพื่อจำหน่ายบนเครื่อง ‘บินไทย’

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป เพื่อจำหน่ายบนเครื่องบินของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่กลุ่มหัตถกรรมสแตนเลสบ้านห้วยหวาย จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายเจือ ราชสีห์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายกมล หมั่นทำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายวิทวัส ภักดีสันติสกุล รองอธิบดีกรมท่าอากาศยาน โดยมี นายวิบูรณ์ ชัยประเสริฐ นายอำเภอหนองปรือ กล่าวต้อนรับ นายสุธีรัชต์ ศิริพลานนท์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการบนเครื่องบิน บกท. และนายอดิวิชญ์ สงศิริ อาจารย์ที่ปรึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป กรมพัฒนาชุมชน เป็นผู้บรรยายสรุปผลการดำเนินงาน

นายถาวรกล่าวว่า การดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในชุมชนให้มีอาชีพเสริม เพิ่มรายได้อย่างกว้างขวาง ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เล็งเห็นว่าบริษัทการบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ มีศักยภาพที่จะเป็นช่องทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ การจัดจำหน่าย รวมทั้งเป็นช่องทางให้ชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์โอท็อป ของไทยได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก ทำการบินปีละประมาณ 70,000 เที่ยวบิน รองรับผู้โดยสารทั่วโลกปีละกว่า 18 ล้านคน มีการจัดทำแคตตาล็อกเพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอท็อป วางไว้ในทุกเที่ยวบินของ บกท. รวมทั้งสำนักงาน บกท. ทั่วโลก เป็นราย 4 เดือน คาดว่าจะช่วยขยายตลาดให้ผลิตภัณฑ์โอท็อปของไทยได้เป็นอย่างดี จากผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ 2559 จนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายบนเครื่องบินได้จำนวน 1,107 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 273 ล้านบาท ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนดำเนินการเร่งรัดการพัฒนาเพิ่มศักยภาพ ภายใต้แนวคิด “เล็ก ดี มีคุณภาพ” เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป ให้จำหน่ายบนเครื่องบินได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีท่าอากาศยานในกำกับ 28 แห่ง ผู้โดยสารประมาณ 30 ล้านคนต่อปี ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อปได้ในอนาคต ทั้งนี้ นอกจากช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้ว ทางชุมชนยังต้องการการสนับสนุนด้านการเพิ่มพื้นที่ในการผลิต ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้เทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อนำมาส่งเสริมการผลิตให้มีศักยภาพมากขึ้นต่อไป

การสนับสนุนผลิตภัณฑ์โอทอป เพื่อจำหน่ายบนเครื่องบิน ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จำนวน 2 ครั้ง มีหน่วยงานภาคีร่วมดำเนินงาน จำนวน 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน บกท. กระทรวงคมนาคม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท มอลล์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดย บกท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมพิจารณาผลิตภัณฑ์โอท็อป โดยมีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้คัดเลือกผู้ผลิตระดับ 5 ดาว ที่มีคุณภาพ สวยงาม แสดงออกถึงเอกลักษณ์ไทย ทั้งนี้ บกท. ได้ส่งผู้แทนที่เชี่ยวชาญร่วมเป็นผู้คัดสรรผลิตภัณฑ์โอท็อป ที่มีความหลากหลายจากทุกภาคของประเทศไทย และคาดว่าจะเป็นที่สนใจผู้โดยสารที่เดินทางกับ บกท. ให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์โอท็อป นอกจากนี้ บกท. ยังให้การสนับสนุนพื้นที่เพื่อวางผลิตภัณฑ์โอท็อป เพื่อจำหน่ายบนเครื่องบิน สั่งซื้อผลิตภัณฑ์โอท็อป ประเภทอาหาร และของใช้ เพื่อให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบินและลูกค้าภาคพื้น สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์โอท็อป ในรูปแบบต่างๆ สนับสนุนบุคลากรของ บกท. เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์โอท็อป ที่ได้รับการคัดเลือกให้จำหน่ายบนเครื่องบิน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น บกท. ได้สนับสนุนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใดๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โอท็อป ให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพิ่มรายได้ให้ชุมชน ผู้ประกอบการโอท็อป ยกระดับสู่สากล

บทความก่อนหน้านี้สั่ง ส.ส.ฟ้องเอาผิดสื่อ 39 เขต ทั่วประเทศ
บทความถัดไปงานนี้โป๊ะ? ทส.จ่อฟัน “ส.ส.ปารีณา” หลังพลั้งปาก รับเอง “รุกที่ป่ากว่า 1,700 ไร่!”