กอ.รมน.ภาค 4 ยันบังคับใช้กฎหมายอย่างระวัง ไม่ให้กระทบสิทธิ์ประชาชน รู้ตัวคนร้าย คาด2-3 วันชัด

ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานีเมื่อวันที่ 8 พ.ย. พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆว่า กองทัพภาคที่ 4 ได้ประกาศเคอร์ฟิสทั่วพื้นที่เพื่อตามล่ากลุ่มโจรบีอาร์เอ็นที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญสังหารหมู่ประชาชน 15 ศพ ในช่วงที่ผ่านมา นั้น การนำเสนอข่าวดังกล่าวอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกแก่พี่น้องประชาชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงขอชี้แจงให้ทราบดังนี้

1.ภายหลังเกิดเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งการให้บูรณาการกำลังเข้าบังคับใช้กฏหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงโดยปัจจุบันหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถระบุกลุ่มและตัวบุคคลที่ร่วมก่อเหตุได้แล้วจำนวนหนึ่ง อย่างน้อย 12 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างเข้ากดดันและติดตามจับกุมในพื้นที่ต้องสงสัยในหมู่บ้านให้การสนับสนุนอีก ชุดหนึ่งทั้งหมดประมาณ 30 ราย ที่กำลังหลบหนีในพื้นที่ป่าภูเขาช่วงรอยต่อจ.สงขลาและบ้านเครือญาติ

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2562 เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้ 1 รายเป็นราษฎรพื้นที่ ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับจุดที่คนร้ายก่อเหตุวางระเบิด โปรยตะปูเรือใบและเปายางรถยนต์เพื่อสกัดกั้นการเข้าช่วยเหลือ พร้อมยึดของกลางได้หลายรายการ ขณะหลบหนีไปซ่อนตัวที่ ต./อ.ธารโต จ.ยะลา ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการซักถามเพื่อขยายเครือข่ายก่อเหตุที่หน่วยซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

จากการตรวจสอบพบว่าอาวุธปืนเอ็ม16 1 กระบอกที่คนร้ายก่อเหตุครั้งนี้ เชื่อมโยงว่าเคยใช้ก่อเหตุโจมตี ในจ.ปัตตานี ยิงตู้ เอทีเอ็มและ ปล้นร้านทอง อ.นาทวีในจ.สงขลา เป็นของกลุ่มเดิมๆที่เคลื่อนไหวก่อเหตุในรอยต่อ ยะลา อ.โคกโพธฺ หนองจิก จ.ปัตตานี และเขตอ.จะนะ อ. เทพา จ.สงขลา ส่วนอาวุธอื่นๆจะเชื่อมโยงอีกเหตุการณ์อื่นอย่างไรนั้นต้องรอทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งปฎิบัติหน้าที่เต็มที่ จากพยานหลักฐานอื่นด้วย รวมทั้งตามรอยพิสูจน์จากคราบเลือด ตกอยู่ตามจุดเส้นทางที่คนร้ายหลบหนีซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ คาดว่ายังหลบหนีอยู่ในพื้นที่ อีก 2-3 วันน่าจะมีความชัดเจนขึ้น

โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า จะใช้มาตรการทางกฏหมายภายใต้อำนาจที่มีอยู่ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ปัจจุบันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้อำนาจทางกฏหมายที่มีอยู่ไม่ได้ถูกจำกัดโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอันใดที่จะต้องประกาศใช้เคอร์ฟิวในพื้นที่ตามที่เป็นข่าว

อย่างไรก็ตามก็ต้องขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสกลุ่มคนร้ายให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อเข้าดำเนินการตามกฏหมายต่อไป สำหรับบุคลคลที่คอยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือให้ที่พักพิง มีความผิดตามกฏหมายในอัตราเดียวกับฐานความผิดของผู้ก่อเหตุรุนแรงด้วย

ทั้งนี้ล่าสุด พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำถึงมาตรการในการรักษาความปลอดภัย เรียกประชุมฝ่ายปกครอง 3 ฝ่ายได้ปรับแผนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านกับชุมชนให้รัดกุมมากขึ้น จะขยายจากที่มีอยู่ 118 หมู่บ้านเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยการใช้ทหารหน่วยลาดตระเวนให้มากขึ้น ไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่ง โดยเฉพาะเป้าหมายอ่อนแอ และจุดล่อแหลม ตามหมู่บ้านที่เป็นจุดเสี่ยงต่างๆ

ทั้งนี้สร้างความเข้าใจด้วยว่าเพราะชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)เป็นเพียงประชาชนจิตอาสาที่เสียสละและอุทิศตนเข้ามาช่วยกันดูแลความปลอดภัยชุมชนของตนเองไม่ใช่เป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายพลเรือนดังที่องค์กรแนวร่วมและกลุ่ม PerMas นำมาบิดเบือนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น ดังที่ปรากฏให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา

บทความก่อนหน้านี้“สุภรณ์”ป้อง”บิ๊กตู่” ยันไม่ได้หนีม็อบ อวยไม่ทอดทิ้งประชาชน ยกเทียบ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์
บทความถัดไป“นายก” ปิดห้องคุย “กอ.รมน.” ปรับแผนแก้ไฟใต้ ยัน เดินหน้าเปิดโต๊ะคุยสันติสุขอยู่