กกร.เชื่อจีดีพีไทยปี’62 โต 2.7-3.0% แต่ส่งออกติดลบ 2% เจอสารพัดปัจจัยเสี่ยง

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในการคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไว้ทั้งปี 2562 อยู่ที่ 2.7-3.0% การส่งออกทั้งปีอยู่ที่ ติดลบ 2% ถึง 0% ขณะที่กรอบเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8-1.2% จากหลายปัจจัยที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบ อาทิ ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สงครามการค้า เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดได้ ที่ประชุมเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งรัดและหามาตรการช่วยเหลือ

สำหรับมาตรการที่เห็ว่าภาครัฐควรที่จะเร่งดำเนินการ ภาครัฐควรเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีการตัดสิทธิจีเอสพี และควรจะต้องมีประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. ประสานงานต่อกระทรวงแรงงาน 2. การจัดทำ Early Warning สำหรับสินค้าที่อาจถูกตัดสิทธิ และ 3. นำประเด็นนี้เข้าหารือในการประชุม กรอ. (พาณิชย์) และสมาคมการค้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทางภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนโดยให้การสนับสนุนในการพัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าและการเจาะตลาดใหม่ๆ พร้อมทั้งดูแลระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข่งขันได้ยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยยังสามาถแข่งขันและผลักดันการส่งออกไปได้

นอกจากนี้ กรณีผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ที่ประชุม กกร. เห็นว่า ภาคเอกชนควรจะแสดงท่าทีที่ชัดเจนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีมาตรการลดผลกระทบเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว ซึ่งอาจจะยังส่งผลกระทบมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปใน 2563 โดยคงจำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเพิ่มระยะเวลาการพักเงินรายได้จากการส่งออกในรูปเงินตราต่างประเทศ การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ส่งออกเร็วขึ้น เป็นต้น รวมไปถึงการผลักดันให้โครงสร้างการส่งออกมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ในระยะสั้น กกร. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานระหว่าง กกร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันหาแนวทางดำเนินการต่อไป

สำหรับในระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนจะเร่งการพัฒนาด้านต้นทุนและราคา โดยต้องพัฒนานวัตกรรมและสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าไทยให้มีศักยภาพ สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ยังอยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ทั้งจากทิศทางเศรษฐกิจหลักในโลกที่ชะลอลง ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมถึงเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ประกอบกับ สถานการณ์คำสั่งซื้อจากการส่งออกที่ชะลอลง หากยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจสร้างผลกระทบต่อประเด็นการจ้างงานและกำลังซื้อภายในประเทศเป็นวงกว้างมากขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2562 แสดงให้เห็นว่า ตัวเลขการจ้างงานได้ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องกันมา 4 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล แม้ประเทศไทยจะได้รับข่าวดีว่า ธนาคารโลกได้เผยแพร่การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business 2020) ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 190 ประเทศ โดยประเทศไทยได้อันดับที่ 21 ของโลก ดีขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 ในปีที่ผ่านมา ก็ตาม ส่วน โครงการ ชิมช้อปใช้ เฟสแรก และเฟสสอง ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะขยายโครงการเฟส 3 ต่อ อีก โดยทาง กกร. มองว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบได้มากขึ้น

บทความก่อนหน้านี้เหล่าคนดัง ชวนตระหนักรู้เรื่องการเตรียมตัวเพื่อ “อยู่สบาย ตายดี” ในงาน Healthy Living Day #โชคดีที่ได้เลือก โดย อลิอันซ์ อยุธยา
บทความถัดไปสภาสตรีฯ จับมือ พช.เดินหน้ารณรงค์ใส่ผ้าไทย ลงพื้นที่เมืองผ้าทอพื้นเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู