“ผู้กองมาร์ค” แนะ “ประยุทธ์” เร่งเจรจาคืนจีเอสพี หนุนพัฒนาครัวไทยสู่ครัวโลก ชูเอไอเป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และอดีตผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ได้กำชับว่าในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า “สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า (จีเอสพี) เป็นเรื่องที่เขาให้สิทธิประโยชน์เรื่องของภาษีศุลกากรกับประเทศกำลังพัฒนา หมายความว่า การให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวเหมือนการช่วยเหลือให้ประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลก และไม่เกี่ยวข้องกับการที่สหรัฐตัดจีเอสพีประเทศไทย เพราะประเทศไทยแบนสารพิษ” นั้น ถือว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว แต่สำหรับการแก้ไขปัญหาเศรฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทย ควรเป็นเรื่องสำคัญที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน

“จากการที่พล.อ.ประยุทธ์ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี มากว่า 5 ปี และได้จัดสรรงบประมาณเพื่อซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ถ่านหิน 1.5 แสนตัน และอื่น ๆ อีกมากมายนั้น ถือว่าเป็นการสนับสนุน “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” หรือไม่ และประเทศไทยได้ประโยชน์อะไร ในขณะที่ประเทศของเรายังไม่มีวี่แววการทำสงคราม ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพัฒนาใช้พลังงานสะอาด ประเทศไทยกลับประสบกับปัญหาฝุ่นพิษหนักหนายาวนานมาถึง 3 ปี ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราควรจะลดการสร้างฝุ่นพิษ PM10 PM2.5 และน้องใหม่ PM1” เลขาฯกมธ. กล่าว

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ฯ กล่าวต่ออีกว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจควรดำเนินการให้เป็นขั้นตอนและแบ่งตามความเร่งด่วนโดยระยะสั้นนั้นควรต้องเร่งเจรจาให้สหรัฐคืนสิทธิจีเอสพีให้กับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ระยะกลางคือประเทศไทยเองก็ต้องพิจารณาการเปิดการค้าเสรีเพื่อให้เรามีผลประโยชน์มากกว่า กับประเทศอื่น ๆ โดยขยายการลงทุน และการส่งออกให้เป็นระบบมาตรฐานสากล ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว ควรปรับเปลี่ยนจากยุคของผู้เชี่ยวชาญมาสู่ยุคของ Big Data โดยรัฐบาลควรสนับสนุนเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อที่จะช่วยให้คนไทยเข้าใจความต้องการของตลาดโลกอย่างถูกต้องและแม่นยำ ไม่ตกทิศทางในการพัฒนาสู่ตลาดโลก โดยเน้นส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยสามารถค้าขายสินค้าได้ทั่วโลก

ประเทศไทยเราอาจไม่ใช้ผู้ผลิตหุ่นยนต์ แข่งกับประเทศมหาอำนาจ ดังนั้น สิ่งที่เราควรพัฒนาอย่างเร่งด่วนและยั่งยืนเพื่อยกระดับให้ได้มาตรฐานสากล คือการพัฒนาสิ่งที่เรามีอยู่แล้วเพื่อพัฒนาให้เป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับประเทศชาติ โดยควรพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และเราควรมาคิดว่าทำอย่างไรให้อาหารไทยเป็นอาหารที่มีคุณภาพของโลก โดยทำให้ประเทศไทย เป็น HUB ของแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยของโลก ซึ่งนโยบายเหล่านี้สามารถประสบความสำเร็จได้ อยู่ที่การบริหารจัดการให้เป็น โดยเราควรเน้นในเรื่องของ อาหารไทย เพราะอาหารไทยเรามีชื่อเสียงอันดันต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว เราควรต้องสร้างเรื่องราว (Story) ให้กับพืช ผัก ผลไม้ ให้เป็นพืชผักที่ปลอดสารพิษ และพัฒนาไปสู่อาหารคลีน (Clean Food) และควรส่งเสริมในเรื่องของการ “พัฒนาครัวไทยสู่ครัวโลก” ซึ่งเป็น เหมือนดังโครงการของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และจะส่งผลดีต่อทั่วทุกภาคทั้งการเกษตรอินทรีย์ ภาคการประมง การส่งออก และอื่น ๆ

บทความก่อนหน้านี้คนของโลก : โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีสมัยที่ 2 กับความท้าทายที่รออยู่
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ เผย ถ้าจำเป็นต้องแจง ‘กมธ.’ ชุด ‘เสรีพิศุทธ์’ ก็ต้องไป ไม่ต้องกลัว