“ไบโอไทย” แฉ “สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย” ที่แท้คือบริษัทผลิต3สารพิษ

ความคืบหน้ากรณีสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย (TAITA) ออกมาแถลงเรียกร้องเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่าหากมีการประกาศยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต รัฐบาลควรให้เวลาภาคเอกชนและเกษตรกรปรับตัวอย่างน้อย 2 ปี เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรที่ยังไม่มีสารอื่นทดแทน และให้ภาคเอกชนสามารถจัดการสต๊อกสินค้าที่ค้างอยู่ราว 4 หมื่นตัน นั้น

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ได้โพสต์ข้อความในเพจ BIOTHAI ถึงที่มาของสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย โดยระบุว่าสมาคมดังกล่าว คือ สำนักงานสาขาของครอปไลฟ์ (CropLife) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องส่งเสริมผลประโยชน์ของบริษัทผลิตและค้าสารพิษทางการเกษตรและพืชจีเอ็มโอ มีสมาชิกเป็นบรรษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ได้แก่ มอนซานโต้-ไบเออร์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ราวด์อั๊พ (ไกลโฟเซต) และ ซินเจนทา เจ้าของผลิตภัณฑ์กรัมม็อกโซน (พาราควอต) เป็นต้น

ไบโอไทย ระบุว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มดังกล่าวเคลื่อนไหวผ่านสมาคมอารักขาพืชไทยหรือ สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ซึ่งก่อตั้งโดยมอนซานโต้-ไบเออร์ และซินเจนทา สาขาประเทศไทย แต่เมื่อมีกระแสเรียกร้องให้แบน 3 สารพิษ ยุทธวิธีเดิมๆ ที่เคยส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการวัตถุอันตรายเริ่มไม่ได้ผล เพราะคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้กลายเป็นเป้าที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ จึงเบนเป้าไปทำงานกับกลุ่มเกษตรกร

“ที่ผ่านมา ครอปไลฟ์สนับสนุนโครงการด้านมนุษยธรรมต่างๆ โดยอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี หรือสิทธิบัตรของบริษัท ให้ทุนสื่อ และนักวิชาการไปดูงานต่างประเทศ สนับสนุนข้อมูลและให้ทุนนักวิชาการฟลูเอนเซอร์เขียนและพิมพ์หนังสือสนับสนุนพืชจีเอ็มโอ จัดทำโครงการเกี่ยวกับผึ้ง เพื่อกลบปัญหาผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ที่ส่งผลกระทบต่อผึ้ง จนถูกแบนในหลายประเทศ ฯลฯ แต่ครั้งนี้ เมื่อตลาด 3 สารพิษในประเทศ ซึ่งมีมูลค่าตลาดต่อปีสูงถึง 20,000 ล้านบาท ได้รับผลกระทบ และในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ จะเป็นวันชี้ขาดการแบนหรือไม่แบน ครอปไลฟ์จึงออกมายืนอยู่ข้างหน้าเกษตรกรเป็นครั้งแรก และอาจจะเป็นครั้งแรกของโลกที่มอนซานโต้-ไบเออร์ และซินเจนทา ซึ่งครอบครองตลาดสารกำจัดศัตรูพืชในโลกมากถึงร้อยละ 46 ลุกขึ้นมานำหน้าเกษตรกรเพื่อเรียกร้องให้พาราควอต สารพิษที่ 58 ประเทศแบน และ ไกลโฟเซต ซึ่งศาลตัดสินแล้ว 3-4 คดี ให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายต้องชดใช้ค่าเสียหายหลายหมื่นล้านบาท และมีคดีขึ้นสู่ศาลอีกกว่า 18,400 คดี ให้สามารถใช้ต่อไปได้ในประเทศไทย” ไบโอไทย ระบุ

นอกจากนี้ ไบโอไทย ระบุว่า เชื่อว่าไม่มีเกษตรกรคนใดต้องการใช้สารพิษทำลายสุขภาพและชีวิตตนเอง หากรัฐรับประกันได้ว่าเกษตรกร 4-5 แสนราย ที่จะใช้ 3 สารพิษนั้น ได้รับการชดเชยและสนับสนุนในส่วนที่ต้นทุนการผลิตของเขาเพิ่มขึ้นจริง เพื่อเปลี่ยนไปใช้วิธีการจัดการวัชพืชที่ปลอดภัยกว่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า อย่าปล่อยให้บริษัทผลิตและค้าสารพิษแอบอ้างรายชื่อเกษตรกรดังกล่าวเป็นตัวประกัน เพื่อแสวงหากำไรจากสารพิษที่ประเทศตนเองก็ไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว

บทความก่อนหน้านี้ชัชวาล เผ่าสวัสดิ์ ปธ. ชมรมเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ใส่ใจบุหรี่, พ.อ.หญิง บัวบุษบา ยุคลอดิศัย เลขาฯ และ เอกชัย บุญยืน ฝ่ายเทคนิค มอบป้าย”ร้านอาหารปลอดบุหรี่”ให้แก่ร้านสายลมบางปู
บทความถัดไปรมว.ศธ.ไม่หวั่นถูกซักงบ3.6แสนล.ปี’63 เรียกผู้บริหารติว-ลั่นพร้อมแจงทุกปัญหา