ชง ครม. เคาะบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ “อนุทิน” ย้ำไม่เลื่อนลงนามไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน

ชง ครม. เคาะบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ “อนุทิน” ย้ำไม่เลื่อนลงนามไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ว่า วันเดียวกันนี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอชื่อคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด รฟท.) ชุดใหม่ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ หลังจากที่ชุดเก่าลาออกทั้งหมด ซึ่งภายหลังที่ประชุมอนุมัติแล้วก็สามารถเดินหน้าโครงการดังกล่าวได้เลย ไม่มีปัญหาอะไร เพราะรัฐบาลมีความพร้อมอยู่แล้ว และมั่นใจว่าเงื่อนไขต่างๆที่กำหนดไว้ในสัญญา

สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทีโออาร์ ซึ่งมีความยุติธรรม โดยเรื่องนี้ต้องมีบอร์ดเข้ามารับทราบและเห็นชอบการเซ็นสัญญา ซึ่งบอร์ดรฟท.ชุดที่แล้ว ทั้งที่รู้ว่าต้องมีการเซ็นสัญญาแต่ก็ลาออก ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร จึงทำให้มีผลกระทบ ซึ่งการมาเป็นบอร์ดต้องดูที่ประโยชน์ของบ้านเมือง ต้องรับผิดชอบหน้าที่ ไม่ใช่นึกอยากมาเป็นก็มา เรื่องนี้แทนที่จะได้เซ็นสัญญาแล้วกลับต้องเลื่อนออกไป เพราะบอร์ดพร้อมใจกันลาออกทั้งที่ไม่ได้มีความกดดันอะไรจากใครเลย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็คัดค้าน เพราะอยากให้มีการเซ็นสัญญา

“บอร์ดที่เป็นข้าราชการประจำ เราคงไปแตะต้องอะไรเขาไม่ได้ แต่บอร์ดที่มาจากข้างนอก ผมก็ดูชื่อไว้ทุกคน ตราบใดที่เรายังดูแลตรงนี้อยู่ คงไม่เสนอให้มาดำรงตำแหน่งในที่อื่นๆ เพราะเราต้องการให้เข้าไปทำงาน ไม่ได้เข้าไปเพื่อเป็นเกียรติยศหรืออะไร และไม่ใช่การแบล็กลิสต์ เพราะผมไม่มีอำนาจไปแบล็กลิสต์อะไร แต่ถือว่าคนพวกนี้ทำงานร่วมกับเราไม่ได้ ถ้าจะเข้ามาใหม่ก็ต้องรอให้พวกเราพ้นจากรัฐบาลไปก่อน

ผมยังได้กำชับนายศักดิ์สยามว่าจะต้องให้ความร่วมมือสนับสนุนและให้ความสะดวกทุกอย่างกับผู้ที่ชนะการประมูล เพื่อให้เขาทำงานให้เสร็จโดยเร็ว อะไรที่ติดขัดก็ต้องพยายามไปคลายข้อจำกัดทั้งหลายให้ได้มากที่สุด ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าให้ใครเดือดร้อน จะไม่มีการไปดึง เพราะมีความหมั่นไส้หรืออะไร” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า หากวันที่ 25 ตุลาคมยังไม่มีการลงนาม จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลไปเจรจากับบริษัทที่ชนะการประมูล เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าไปได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดคุยกับใคร เราทำตามข้อกำหนดและเงื่อนเวลาที่กำหนดเอาไว้ทุกอย่าง และตราบใดที่ยังไม่ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายนซึ่งเป็นวันครบกำหนด รัฐบาลก็สามารถเชิญมาให้ลงนามในวันไหนก็ได้

อย่างไรก็ตาม การลงนามจะมีขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ไม่มีการเลื่อน เพราะก่อนหน้านี้ตนได้เชิญนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือ ซี.พี.) มาพูดคุย เพื่อให้เขามั่นใจว่า รัฐบาลจะให้ความร่วมมือทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสะดวก ไม่ให้เกิดอุปสรรค และชัดเจนอยู่แล้วว่าการส่งมอบพื้นที่ไม่ว่าสัญญาไหนก็ตามในประเทศไทย ถ้าส่งมอบล่าช้า เขาก็ต่อเวลาให้ ไม่มีที่ไหนที่ส่งมอบพื้นที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และกรณีนี้ เราพร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ 70 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ฉะนั้น น่าจะเริ่มวางแผนการก่อสร้างได้

เมื่อถามต่อว่า ทางตัวแทนบริษัทได้พูดคุยกับท่านถึงความเสี่ยงที่อยากให้รัฐบาลช่วยรับผิดชอบหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี รัฐบาลไม่มีความเสี่ยง ความเสี่ยงของรัฐบาลคือการสนับสนุนให้บริษัทที่ชนะการประมูลทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนความเสี่ยงเรื่องการเงิน กำไร จำนวนผู้โดยสาร ค่าเงิน หรือต้นทุนต่างๆเป็นเรื่องของเอกชนที่จะรับผิดชอบเอง เพราะเราไม่ได้บังคับให้ใครเข้ามาประมูล เราเปิดขายซองประมูล ซึ่งก็มีเงื่อนไขข้อปฏิบัติทุกอย่างที่กำหนดเอาไว้ โดยบริษัทเองก็รับรู้ ดังนั้นเมื่อยื่นซองประมูลไปแล้ว มีการประกาศบริษัทที่ชนะแล้ว ทางบริษัทผู้ชนะก็ต้องทำตามเงื่อนไขและกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะออกกฎหมายแทนที่จะทำตามกฎหมาย ปัญหาถึงได้เกิดแบบนี้

เมื่อถามอีกว่า มีความพยายามจะปล่อยข่าวว่าบริษัทที่ชนะการประมูลอันดับ 2 อยากทำโครงการนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ดีเสียอีกที่ปล่อยข่าวออกมาแบบนี้ จะได้เห็นชัดเจนว่าทำหรือไม่ทำอย่างไร ทุกคนมีอดีตหมด แต่เราต้องอยู่กับปัจจุบัน ยืนยันทุกคนที่รู้จักตนจะรู้ดีว่าตนไม่เคยทำอะไรที่มีผลประโยชน์เข้าตัวเอง และตนออกจากบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ที่ชนะการประมูลอันดับ 2 ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ปี 2547 ผ่านมา 15 ปีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความกังวลเรื่องนี้ และตนรู้ดีว่าจุดเดียวที่เขาพยายามจะตีตนได้ ก็คือจุดนี้ ตีไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นปัญหาอะไร ทุกอย่างโปร่งใส

บทความก่อนหน้านี้นายกฯ นิ่ง ไม่ตอบ กระแสโต้กลับ​ “บิ๊กแดง”เดือด วิพากษ์การเมือง
บทความถัดไปอภิญญา ตะวันออก : โบแด็ง-มาตุคามแห่งความรัก (จบ)