‘อนุสรณ์’ เชื่อเศรษฐกิจไทยปี’62 มีโอกาสโตไม่ถึง 3% แนะรัฐบาลลดงบซื้ออุปกรณ์

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและคณะกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาประเมินถึงตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทย พร้อมกับเตือนถึงแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เบื้องต้นเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า เศรษฐกิจไทยปี 2562 มีโอกาสโตต่ำกว่า 3% ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ตัวเลขภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวลง และอาจจะโตติดลบได้ รวมถึงภาคเกษตรกรรมที่ถูกผลกระทบจากภัยแล้งในปี 2561 ต่อเนื่องจนถึงน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การบริโภคในประเทศขยายตัวค่อนข้างต่ำ และการลงทุนของภาคเอกชนก็ขยายตัวไม่ได้ดีเท่าที่ควร ขณะที่การเลือกตั้งของไทยก็ถูกตั้งคำถามจากทั่วโลก ถึงความเที่ยงตรงและเป็นธรรม จนถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่กินเวลานานจนเกินไป เลยมาถึงงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้หลายปัจจัยที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในประเทศสูง

นายอนุสรณ์กล่าวว่า รัฐบาลควรเตรียมตัวรับมือ ด้วยการเร่งรัดพิจารณาให้งบปี 2563 ออกมาให้ได้ พร้อมทั้งทำงบขาดดุลให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนเพิ่มเติม และลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย หรือหากไม่สามารถลดการซื้อได้ก็ควรเลื่อนหรือชะลอการซื้อออกไปก่อน เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ดีมากขึ้นก่อน รวมถึงเร่งแก้ปัญหาคนว่างงาน หรือถูกลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้รายได้ลดลง เพื่อช่วยเพิ่มรายได้และลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะต้องผ่อนคลายกฎระเบียบ เพื่อเอื้อให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้น และลดอำนาจการผูกขาดของธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย สามารถทำมาหากินได้คล่องตัวมากขึ้น และสุดท้ายภาครัฐต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น ทั้งด้านแรงงานคน และพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น

“ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2563 ประเมินว่าคงไม่ได้ดีกว่าปีนี้มากนัก เพราะสงครามการค้าที่สร้างผลกระทบให้กับทั่วโลก จะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อจนถึงปีหน้าต่อไป ซึ่งปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้องหันมาทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีความแข็งแรงมากกว่าเดิมแทน โดยต้องเร่งในด้านของการลงทุนและการบริโภคในประเทศ แต่เรื่องการบริโภคยังมีข้อจำกัดในเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งมีความเปราะบางที่อาจจะขยายตัวและรุนแรงขึ้นได้ ส่วนภาคการลงทุนจะเชื่อมโยงกับเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ทำให้ภาครัฐจะต้องไม่สร้างวาทะกรรม เพื่อแบ่งแยกคนในประเทศด้วยกันเอง แต่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เพิ่มขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้ามา โดยมองว่าปีหน้ายังเป็นปีที่การเมืองไทยยังเป็นที่น่าจับตามองต่อเนื่อง” นายอนุสรณ์กล่าว

 

บทความก่อนหน้านี้สมาพันธ์ปาล์มฯ ย้ำ หากรัฐแบน 3 สาร 22 ต.ค.นี้ เตรียมส่งเรื่องฟ้องศาลปกครอง
บทความถัดไปสสจ.ตรัง พาเหรดขึ้นป้ายแบน ‘3 สารเคมีอันตราย’ รพ.สต.-อสม.เร่งให้ความรู้ชาวบ้านเลิกใช้