“ไบโอไทย” เผย “เวียดนาม-มาเลย์” แบน “พาราควอต” จี้คกก.วัตถุอันตราย ไม่ทำระวังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ความคืบหน้ากรณีเครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานด้านสุขภาพเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณายกเลิกการใช้ 3 สารเคมีกำจัดศัตรพืช ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาในเรื่องดังกล่าวนั้น

มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย โพสต์เพจเฟซบุ๊กไบโอไทย ว่า เวียดนามเดินหน้าแบนพาราควอตไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียประกาศแบนพาราควอตในวันที่ 1 มกราคม 2563 เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสองประเทศอยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย และปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดใกล้เคียงกัน ทั้งยังเป็นคู่แข่งทางการค้าในพืชหลายชนิด เมื่อรวมพื้นที่ปลูกพืชหลัก 5 ชนิด ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายอนุญาตให้ใช้ต่อไปได้นั้น พื้นที่ปลูกพืชกลุ่มดังกล่าวในมาเลเซียและเวียดนามมีพื้นที่รวมกันมากกว่าประเทศไทย

ทั้งนี้ข้อความดังกล่าว ระบุว่า

“เวียดนามเดินหน้าแบนพาราควอตไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลมาเลเซียประกาศแบนพาราควอตในวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่จะถึงนี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศทั้งสองตั้งอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกับประเทศไทย และปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดใกล้เคียงกัน ทั้งยังเป็นคู่แข่งทางการค้าในพืชหลายชนิด เมื่อรวมพื้นที่ปลูกพืชหลัก 5 ชนิด ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายอนุญาตให้ใช้ต่อไปได้นั้น พื้นที่ปลูกพืชกลุ่มดังกล่าวในมาเลเซียและเวียดนามมีพื้นที่รวมกันมากกว่าประเทศไทยเสียอีก

ข้ออ้างเรื่องต้นทุนและการไม่สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านใช้ไม่ได้แล้วในกรณีนี้ แต่กลับเป็นตรงข้าม กล่าวคือหากรัฐบาลไทยยังดันทุรังใช้สารพิษนี้ต่อไป ประเทศไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างเดินหน้าไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า ในขณะที่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับสินค้าเกษตรกรรมและอาหารนั้นจะมีมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

ประเทศไทยต้องกล้าหาญ ยุติการพึ่งพาสารพิษที่ทำร้ายเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยอ้างว่า “มีราคาย่อมเยา” เพราะแลกด้วยต้นทุนสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

อย่าปล่อยให้ประเทศจมปลักสารพิษ เกษตรกรและผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระ โดยมีเพียงบรรษัทข้ามชาติและบริษัทค้าสารพิษเท่านั้นที่เป็นผู้กอบโกยผลกำไร”

ต่อมา นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า สำหรับที่เวียดนามนั้น ไม่เพียงแบนสารพาราควอต แต่ล่าสุดยังห้ามนำเข้าสารไกลโฟเซตด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่ไบโอไทยนำเสนอเพื่อแสดงให้สังคมรับรู้ว่า ข้ออ้างเรื่องต้นทุนและการไม่สามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านใช้ไม่ได้แล้วในกรณีนี้ แต่กลับเป็นตรงข้าม กล่าวคือหากรัฐบาลไทยยังดันทุรังใช้สารพิษนี้ต่อไป ประเทศไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างเดินหน้าไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า ในขณะที่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับสินค้าเกษตรกรรมและอาหารนั้นจะมีมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นประเทศไทยต้องกล้าหาญ ยุติการพึ่งพาสารพิษที่ทำร้ายเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยอ้างว่า มีราคาย่อมเยา เพราะกำลังแลกด้วยต้นทุนสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่าปล่อยให้ประเทศจมปลักสารพิษ เกษตรกรและผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระ โดยมีเพียงบรรษัทข้ามชาติและบริษัทค้าสารพิษเท่านั้นที่เป็นผู้กอบโกยผลกำไร

 

บทความก่อนหน้านี้มาถึงแล้ว! รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต-ตลิ่งชัน พร้อมเปิดหวูด ม.ค.ปี’64 หนุนสถานีบางซื่อขึ้นศูนย์กลางแห่งใหม่
บทความถัดไป“เพื่อไทย” อัดงบปี 63 กระจุกอยู่ที่เครือข่าย คสช.