“เจษฎ์”แนะรบ.เตือนนักการเมืองไทย หยุดแทรกแซงการเมืองฮ่องกง

“เจษฎ์” เรียกร้องรบ. เตือนนักการเมืองไทย หยุดแทรกแซงการเมืองฮ่องกง หวั่นกระทบความสัมพันธ์ไทย-จีน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกรณีทางการจีนออกมาตำหนินักการเมืองไทยไปเคลื่อนไหวแทรกแซงการชุมนุมขอแยกตัวจากจีนของฮ่องกงว่ารัฐบาลไทยสามารถจะเอาผิดได้หรือไม่ ว่า ต้องดูว่ามีพยานหลักฐานว่าการกระทำนั้นกระทบต่อความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศหรือไม่ และการกระทำของบุคคลดังกล่าวทำให้ทางการจีนลดระดับความสัมพันธ์กับไทยหรือไม่ หากเขาลดความสัมพันธ์ ก็เข้าข่ายเป็นการทำให้กระทบต่อความมั่นคงของไทย ส่วนจะเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการกระทำนั้นกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ และพรรคได้รับประโยชน์จากการกระทำของนักการเมืองคนนั้นหรือไม่

นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า กรณีนี้สถานทูตจีนประจำประเทศได้ออกแถลงการณ์ ดังนั้นรัฐบาลไทยจะเพิกเฉยไม่ได้ ต้องให้สถานทูตไทยในประเทศจีนชี้แจงว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกันในประเทศรัฐบาลก็นำคำแถลงของสถานทูตจีนมาเตือนนักการเมืองของไทยว่าขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว พร้อมกับแจ้งให้นักการเมืองไทยทราบว่า หากทางการจีนมีหนังสือแจ้งมายังรัฐบาลอย่างเป็นทางการก็จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมืองคนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นทางออกที่ดีในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ อย่ามองว่าจีนเข้ามาแทรกแซง เพราะในทางตรงกันข้ามหากมีคนชาติอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการในประเทศไทยเราก็คงจะไม่ชอบและไม่อยากให้เขาเข้ามา

ส่วนที่หลายคนมองว่าการเคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ก็เห็นว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแต่การใช้สิทธิต้องกระทบต่อผู้อื่น โดยเฉพาะถ้าหากว่าเราใช้สถานะบางประการไปทำให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือความมั่นคงของประเทศอื่นจะอ้างสิทธิไม่ได้ เพราะถ้าหากใครอ้างสิทธิเสรีภาพในลักษณะนั้นมันไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่ทุกบ้านเมืองจะพังหมด การจะอ้างเรื่องรักประชาธิปไตยก็ควรรักประชาธิปไตยในบ้านของตัวเองก่อนที่ไปรักประชาธิปไตยในบ้านเมืองอื่น เพราะเขาก็ยังมีวิธีการในการที่จัดการของเขา และหากย้อนถามว่าถ้ามีคนอื่นมาแทรกแซงบ้านเราจะไม่เป็นประโยชน์ต่อเราๆ ก็คงไม่อยากให้เขาเข้ามาเช่นกัน แต่ถ้ามันกลายเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็แปลได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องประโยชน์ของประเทศชาติ

“หากผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง การจะไปไหนแล้วบอกไปส่วนตัวมันก็พูดยาก และถ้าการกระทำของหัวหน้าพรรคคนนั้นมีนัยยะทางการเมือง หรือมีนัยยะที่สามารถผูกพันองค์กรเข้าไปได้ต้องระมัดระวัง คือไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องไปในนามองค์กรเสมอ แต่ในฐานะที่คนเขามองว่าคุณเป็นตัวแทนองค์กร จึงไม่สามารถใช้สถานะส่วนตัวได้ จึงต้องระวังจะบอกว่าทุกคนทำอะไรเป็นส่วนตัวได้หมด ไม่ได้หรอก มันมีนัยยะต่างกัน โดยบุคคลนั้นเวลาจะทำอะไรต้องดูว่า สิ่งที่จะทำคืออะไร เช่นถ้าไปพูดการเมืองแล้วบอกว่าทำในฐานะส่วนตัวไม่เกี่ยวกับความเป็นหัวหน้าพรรค มันก็พูดยาก เพราะเขาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง”