“ทวี-สุชาติ” ซัดงบ63 ทุ่มให้ทหาร-กลาโหม พุ่ง 2.3 แสนล้าน สูงสุดกว่าหลายรัฐบาล

“ทวี-สุชาติ” ซัดงบประมาณปี 63 ทุ่มให้ทหาร-กลาโหม สูงสุดกว่าหลายรัฐบาล พุ่ง 230,000 ล้าน! แต่ไร้งบช่วยคนจนแก้ความเหลื่อมล้ำ

วันนี้ (8 ต.ค.62) ที่สำนักงานพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย, นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมต.คลัง และนายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ ร่วมกัน เรื่องการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ภายใต้คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาที่มีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 3,000 คน อายุระหว่าง 18 – 26 ปี โดยความคิดเห็นจากนักศึกษาจากโดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีส่วนร่วมถึง 28 มหาวิทยาลัย
ผลการสำรวจวิจัย พบว่า นักศึกษาเห็นควรที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับถึง 95.1%

และ รธน. ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าจะปราบโกงได้ การคอรัปชั่นในวงราชการ 87.80 %งบประมาณกลาโหม 85.10 %

กรณี ความไม่มั่นใจต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ พบว่า ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมอาจเพิ่มสูงขึ้น 86.70% ไม่มั่นใจต่อการบริหารงบประมาณแผ่นดิน 78.25% ไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรมและการใช้อำนาจรัฐ 78.00% สถานะของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดเป็นที่น่ากังวล เชื่อว่าการตีความบิดเบือนไม่ไปตามรัฐธรรมนูญ 67.00%

ปี 2560-2562 จะมีแผนงานเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ รวม 100 กว่าแผนงาน แต่ปี 2563 ปรากฎว่าแผนงานแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำไม่มีเลยแม้แต่โครงการเดียว หรืออาจะเปลี่ยนชื่อก็ได้ มีแผนงานที่ชื่อว่า แผนงานสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ซึ่งมีแผนงานย่อยๆ 88 แผนงาน ก็คิดว่าประชาชนจะมีความหวัง แต่เข้าไปศึกษาดูปรากฎว่าอยู่ทบวงอุดมศึกษา 59 แผนงานย่อย

เมื่อดูกระทรวงเกษตร ซึ่งประเทศไทยมีเกษตรกรเยอะ แต่งบประมาณกลับไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แล้วจะแก้ปัญหาเกษตรกรได้อย่างไร? ที่สำคัญเป็นห่วงมาก เราเป็นสังคมผู้สูงอายุ ในแผนงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีแผนงานดูแลผู้สูงอายุเลย จึงเห็นว่าหากดูจากงบประมาณแล้วไม่มีความหวังเลยที่จะแก้ปัญหาได้ รัฐเก็บเงินภาษีจากประชาชน แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เราต้องยอมรับว่าประชาชนมีปัญหาเรื่องที่ดินและป่าไม้เยอะโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยาพรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อม ไม่มีแผนงานเรื่องลดความเหลื่อมล้ำเลย

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, อดีต รมต.คลัง และอดีต รมต.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ต่อไปนี้จะพูดความจริงเสมอ ไม่ใส่ร้ายใคร งบประมาณนโยบายการคลังประกอบด้วยสิ่งที่รัฐบาลจะเอามาใช้จ่าย โดยการเก็บภาษี การคลังเป็นหนึ่งในสามนโยบายที่รัฐบาลสามารถดูแลเศรษฐกิจได้ มี 2 นโยบาย คือนโยบายการเงิน กับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ดูเหมือนว่านโยบายในโลกนี้ ใช้ 3 นโยบาย แต่ของไทยใช้นโยบายเดียว

นโยบายการคลังมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจน้อยมาก เพราะว่าต้องเก็บเงินมา ตอนเก็บมา เศรษฐกิจก็หดตัว เพราะเก็บเงินจากประชาชน นำไปใช้ ก็อยู่ในส่วนต่างระหว่างรายจ่ายกับรายได้ นโยบายที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดคือนโยบาย QE ซึ่งทุกประเทศในโลกใช้ตอนนี้ ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ใช้ นโยบาย QE กันหมด ทำให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านั้น เช่น กัมพูชาโตขึ้น 7% ฟิลิปปินส์โตขขึ้น 5% มีแต่เงินไทยโตต่ำ 2% โตต่ำที่สุด เป็นเพราะว่าคนบริหารประเทศไม่เข้าใจ ทั้งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและรองหัวหน้าทีม เพราะคิดว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าการแจกเงินสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจได้ ซึ่งไม่จริง

การให้เงินประมาณ 10 ล้านคน ก็แค่หมื่นล้านบาทเท่านั้น ถือว่าไม่มาก เพราะว่ารายได้ของคนไทยมารวมกัน หรือ GDP อยู่ที่ 17.8 ล้านล้านบาท เอามาหารกับหมื่นล้าน พบว่าน้อยกว่าครึ่งของครึ่งของครึ่งเปอร์เซ็น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นการทำให้ ประชาชนเป็นทาสเงิน รอเงินจากรัฐบาล ไม่ต้องทำงาน ก็จะมีเงินจับจ่ายใช้สอย การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดี ต้องสร้างรายได้ให้ประชาชน ให้ประชาชนออม ไม่ใช่ให้ประชาชนไปกู้มาเพิ่ม การเพิ่มรายจ่าย จะทำให้ชาติล่มจม ไม่มีประเทศไหนทำ นอกจากจะมีความตั้งใจให้ประชาชนเป็นทาสเงิน รอพึ่งพิงจากรัฐบาล ไม่ต้องทำงาน

การบริหารประเทศที่ดี เช่นเมืองจีน ช่วยเหลือคนยากจนด้วยการสร้างบ้านให้ ร่วมลงทุน 90% ให้การศึกษา สาธารณสุข แต่เขาไม่ได้แจกเงิน เขานำเงินให้ทำให้ประชาชนมีรายได้และออมเงิน ไม่ใช้ให้เอาไปใช้ นี่คือสิ่งที่เขาทำกัน เดิมประเทศจีนมีคนยากจนมากถึง 900 ล้านคน ตอนนี้เหลือ 10 กว่าล้านคน แต่ไทยกำลังจะทำให้ประชาชนยากจนขึ้น นำเงินมาติดสินบนประชาชนก่อน คราวหน้าถ้าเลือกตั้งได้ ก็จะให้เงินอีก พี่น้องประชาชนต้องหยุด หากเรายังปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ เราจะเป็นเหมือนเวเนซูเอลา จากประเทศที่ร่ำรวย ส่งออกน้ำมันอันดับสองของโลก วันนี้ไม่มีจะกิน

ประเทศไทยไม่มีเงินทุนดูแลรัฐสวัสดิการ เงินในกระเป๋าประชาชนร้อยบาท รัฐบาลเอาไปจ่ายแล้ว 18 บาท โดยหักจากภาษี หลายประเทศในภูมิภาคนี้เป็นรัฐสวัสดิการ เช่นสิงคโปร์ งบประมาณต่อ GDP ประมาณ 3.5% คือ 20% เป็นเงินของประชาชนตอนหนุ่มสาว เอามาให้รัฐบาลเป็นกองทุนสวัสดิการสังคม และรายได้ค่าบริหารขัดการ 15% ฉะนั้น งบประมาณที่รัฐบาลนี้จัดสรรมากเกินไป ต้องลด รายจ่ายของรัฐบาลลง

รัฐบาลเก็บภาษี 2.7 ล้านล้านบาท จะขาดดุลงบประมาณ 470,000 ล้าน เป็นภาษีทางอ้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม 890,000 ล้านบาท ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% ประมาณ 120,000 ล้านบาท
การช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ ลดภาษีมูลค่าเพิ่มดีที่สุด เพราะเงินอยู่ในกระเป๋าทุกคน ไม่มีคอรัปชั่น เงินที่รัฐบาลแจกให้ประชาชนอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเงินที่รัฐบาลกู้มา ประชาชนที่ได้รับเงินมาจะรู้สึกเป็นบุญคุณ โดยหลักการบริหารประเทศคือ ให้ประหยัดรายจ่าย ไม่ใช่เพิ่มรายจ่าย หลักการบริหารประเทศที่ดี ต้องสร้างรายได้ แล้วออมเงินไปลงทุน ไม่ใช่แจกให้ไปกิน แล้วเงินหมดไป

วันนี้รัฐบาลเป็นหนี้ 6.9 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 220% ของงบประมาณ หากนำประมาณทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะจ่ายได้ไม่ถึงครึ่งนึงของหนี้ ดังนั้นรัฐบาลควรลดการขาดดุลงบประมาณ ควรคิดเรื่องงบประมาณสมดุลได้แล้ว

ถ้าเราดูรายจ่ายงบประมาณทั้งหลาย ปรากฎว่าเป็นรายจ่ายไม่จำเป็นจำนวนมาก ทุกกระทรวงมีงบประชาสัมพันธ์ คือจัดอิเวนต์ ขึ้นป้าย โฆษณากิจกรรมในสื่อ และค่าใช้จ่ายเดินทางเยอะ ควรตัดงบนี้สัก 10% แล้วทำแบบจีน คือส่งเสริมให้ประชาชนที่ยากจนได้รับการศึกษา และหาเงินให้ลงทุน งบสำคัญอีกประการที่ต้องดูแลอย่างจริงจังคือ บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ปัจจุบันยังขาด เหตุผลคือ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจะไม่มีใครดูแลตัวเองได้

งบประมากลาโหม เป็นงบประมาณที่ใช้แล้วทำให้ประเทศเจริญช้าลง ใช้งบกลาโหมมากๆ อัตราการเจริญเติบโตของชาติจะต่ำ เราไม่เหมือนสหรัฐอเมริกา หรือจีน เพราะเขาผลิตอาวุธเอง มันเป็น GDP เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ แต่ของเราไม่ใช่ เราซื้อเขามา มันเป็นรายจ่าย ไม่มีเงินก็ไปกู้มาซื้อ จึงเป็นปัญหาจริงๆ งบประมาณกลาโหมปีนี้ 300,000 กว่าล้านบาท และซุกอยู่ในส่วนอื่นอีกเยอะ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวทิ้งท้ายว่า ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเราเห็นว่างบประมาณเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน ถ้าเราลดภาษีมูลค่าเพิ่มสักบาทนึง เงินจะคืนสู่ประชาชนแสนล้าน หากดูงบประมาณเราต้องมองว่าเราใช้งบประมาณที่ไม่ได้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามส่งข้อมูลการศึกษาด้านความเหลื่อมล้ำว่า ปีนี้ไม่มีงบประมาณแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเลยทั้งที่นโยบายรฐบาลประกาศเรื่องความเหลื่อมล้ำ เราจะเห็นในสมุดงบประมาณ เงินที่เก็บมาต้องใช้เป็นค่าจ้างข้าราชการถึง 800,000 ล้าน เหลืออีกเกือบ 2 ล้านล้าน ถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์ จะเป็นเงินของประชาชน ซึ่ง 7 พรรคฝ่ายค้าน เราจะมีคณะยุทธศาสตร์ติดตามว่ามีการใช้งบประมาณเป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือไม่

ที่จริง กอ.รมน.ถูกยุบไปนานแล้ว แต่หลังมีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 ทำให้มี กอ.รมน.กลับมาอีกครั้งในปี 2551 จะพบว่า กอ.รมน.จะมีงบประมาณซ่อนไว้ในสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ปีนี้การจัดงบประมาณงบบุคลากรถูกแยก เหลือเงิน กอ.รมน. อยู่ 6,000 กว่าล้าน โดยมีผูใช้งบก้อนนี้คือนายกรัฐมนตรี

วันนี้ถ้าเรายอมรับความจริง เรื่องความมั่นคงอยู่เหนือกว่าฐธรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด จะเห็นได้ว่า 10 ครั้งที่มีการรัฐประหาร โกหกประชาชนว่ารัฐธรรนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ความจริงเขาคือผู้ฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้ง โดยเฉพาะครั้งนี้ ยกตัวอ่างที่ กอ.รมน.ไปแจ้งความ 7 พรรคฝ่ายค้านที่ภาคใต้ พนักงานสอบสวน ถูกบรรจุเป็นกำลังพลของ กอ.รมน.ทั้งที่พนักงานสอบสวนที่รับแจ้งความต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน เมื่อ กอ.รมน.ไปแจ้งความกับลูกน้องของตนเอง ความยุติธรรมก็จะไม่บังเกิด

กอ.รมน.มองเห็นความมั่นคงของรัฐ แต่ 7 พรรคฝ่ายค้านเรามองถึงความมั่นคงของประชาชน นั่นคือความมั่นคงของรัฐที่แท้จริง ดังนั้น กอ.รมน.ต้องปฏิรูปกฎหมาย ให้พลเรือนเข้าไปมีส่วนร่วม และต้องปรับแก้ให้เป็นความมั่นคงของราษฎร ไม่ใช่ความมั่นคงเพื่อสืบทอดอำนาจของผู้อยู่ในตำแหน่ง ดังนั้นงบประมาณ 6,000 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เลย แต่กลับเพิ่มความหวาดระแวงให้ประชาชน และประชาธิปไตย ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติว่าให้แก้ไขได้ แต่ประชาชนพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูก กอ.รมน.แจ้งความ แต่คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญ หรือถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ กอ.รมน.น่าจะไปแจ้งความ แต่ไม่แจ้งความ ดังนั้น กอ.รมน.คือรัฐซ้อนรัฐ ทำทุกอย่าง ทั้งการสอนหนังสือ บริหารจัดการหมดเลย ต่อไปอาจจะไปรักษาโรค

บทความก่อนหน้านี้ดาวกับดวงประจำวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562 : โดย พิมพ์พรร
บทความถัดไปวิรัตน์ แสงทองคำ : วิถีแห่ง “ตัวตน” และ “ชาเขียว”