รมช.มท.ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด เร่งแก้ปัญหาหลังน้ำลด ย้ำรบ.พร้อมจ่าย 7.6 พันล. เยียวยาผู้ประสบภัย 32 จว.

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ ห้องประชุมพระมหาเจดีย์ชัยมงคลศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ตรวจติดตามการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับ

โดย นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รายงานถึงความเสียหายเนื่องจากเกิดอุทกภัยของจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินด้านอุทกภัยจำนวน 20 อำเภอ 179 ตำบล 2,193 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 870,712 ไร่ โดย เสียหาย 863,712 ไร่ พืชสวน 2,250 ไร่ พืชไร่ 4,750 ไร่ บ่อกุ้ง 31 บ่อ บ่อปลา 659 บ่อ ไก่ 600 ตัว สุกร 44 ตัว โรงเรียนได้รับผลกระทบ 216 แห่ง โรงพยาบาล 2 แห่ง สถานที่ราชการ 12 แห่ง วัด 35 แห่ง คอกสัตว์ 50 แห่ง ยุ้งข้าว 100 แห่ง ถนน 695 สาย พนังกั้นดิน 32 แห่ง สะพาน 13 แห่ง คอสะพานแห่งสาย 10 แห่ง มีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ราย

ด้านการช่วยเหลือเยียวยาได้มีการมอบถุงยังชีพพระราชทาน และจังหวัดได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ จัดหาสุขาเคลื่อนที่ และแก้ไขปัญหาน้ำเสียในพื้นที่น้ำท่วมขัง ภาครัฐและเอกชนได้นำถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ด้านการเกษตรประมง พืช หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สำรวจความเสียหายและประชาคมชุมชนหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบความเสียหาย นอกจากนี้รัฐบาลได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับพื้นที่ที่ทำนาปรังได้ ส่วนพื้นที่ไม่สามารถทำได้จะดำเนินการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชในระยะสั้นเพื่อปลูกทดแทน

ส่วนการช่วยเหลือเยียวยา ครอบครัวละ 5,000 บาท จำนวน 1,407 ครัวเรือน ช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนเสียหายจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ได้สำรวจแล้วจำนวน 1,840 หลังแยกเป็นเสียหายมาก 12 หลัง เสียหายน้อย 1,828 หลัง ส่วนกรณีมีทรายทับถมดินที่นาข้าวมีพื้นที่จำนวน 625 ไร่ เกษตรกร 86 ราย ในพื้นที่ 4 ตำบล 13 หมู่บ้านซึ่งเกษตรกรได้ขอรับเงินชดเชยไร่ละ 7,000 บาท รวม 383 ไร่ และมีเกษตรกรที่มีความประสงค์ให้ทางราชการนำทรายออกไป จำนวน 242 ไร่ ซึ่งทางจังหวัดได้เร่งรัด และนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่แก้ไขปัญหาแล้ว

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การลงมาพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อมาเร่งรัดติดตามรายละเอียดและผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ได้รับความเสียหายให้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ครอบครัวละ 5,000 บาทกับผู้ประสบภัย ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วหลังจากที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ให้กรมป้องกันและบรรเทาสารภัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รอเพียงการรายงานจำนวนครัวเรือน และพื้นที่ประสบภัยเพื่อที่จะให้การช่วยเหลือเช่นเดียวกับพื้นที่ประสบภัย 32 จังหวัดทั่วประเทศ

ซึ่งมีการโอนเงิน 7,200 ล้าน ให้ไว้ที่กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือแล้ว รอเพียงการตรวจสอบจากทุกพื้นที่โดย อปท.รายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 32 จังหวัด ตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนส่งไปยังกรมป้องกันบรรเทาสาธารณะภัย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท โดยไม่จ่ายเงินสด แต่โอนเงินพร้อมเพย์ ผ่านธนาคารออมสินไปยังผู้ประสบภัยโดยตรง เพื่อป้องกันการรั่วไหล

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด หลังน้ำลด มีปัญหาทรายถมที่นา ก็เร่งให้จังหวัดเร่งรัดช่วยเหลือ ตามที่มีการตรวจสอบพื้นที่ความเสียหาย ได้กำชับให้เร่งดำเนินการตามระเบียบของการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ตามระเบียบด้านการจ่ายเงินเพื่อการฟื้นฟูสภาพนาที่ทรายถม ไร่ละ 7,000 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่

สำหรับปัญหาด้านการโอนเงินเยียวยาผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อความโปร่งใสในส่วนผู้ประสบภัยทั่วไปรายละ 5,000 บาท ซึ่งพบว่า เช่น ที่ร้อยเอ็ด มีผู้ประสบภัยแต่อาศัยในที่ดินที่ไม่สามารถออกเลขบ้านให้ ร้องว่ารัฐไม่ให้ความช่วยเหลือนั้น เรื่องนี้ได้ขอให้ อปท.ประสานกับแกนนำชุมชน กำนัน ผญบ. ร่วมกันตรวจสอบและบันทึกยืนยันว่ามีอยู่ และมีตัวตนจริง ก็ให้ทำหนังสือยืนยันมา เพื่อให้รับความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบรายละ 5,000 บาทด้วย

“นอกเหนือจากงบประมาณ 72,000 ล้านเพื่อเยียวยาทุกด้านแล้ว รัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ยังมีเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรณีบ้านเรือนเสียหาย คนเสียชีวิต ก็ยังสามารถที่จะจัดสรรเงินเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือแม้แต่พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายก็ยังมีระเบียบของกระทรวงการคลัง ที่จะช่วยเหลือได้ โดยเฉพาะพื้นที่ จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดก็ได้ทำเรื่องขยายวงเงินช่วยเหลือจาก 20 ล้านเป็น 100 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเยียวยา” รัฐมนตรีช่วยว่าการ มท. กล่าว

บทความก่อนหน้านี้“อนุทิน” ขนลุกรพ.ขึ้นป้ายแบน “สารพิษ” สั่งคน สธ.ประกาศกลางที่ประชุมคกก.วัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย
บทความถัดไปพปชร.จัดทัพรับมือศึกซักฟอก พ.ร.บ.งบ’63 หวั่น ‘ปารีณา’ เพิ่มความขัดแย้งในโซเชียล