จตุพร ให้กำลังใจ เสื้อแดง ถูกพิพากษา คดีล้มการประชุมอาเซียน พัทยา

“จตุพร” เชิญชวนร่วมบริจาคช่วยเหลือชาวอุบลฯ พร้อมให้กำลังใจพี่น้องที่ประสบชะตากรรม ทั้งในคดีล้มการประชุมอาเซียน พัทยา และคดีบ้านสี่เสา ลั่น จะทำหน้าที่ช่วยให้พี่น้องต้องติดคุกน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ร้านกาแฟพีซคอฟฟี่ แอนด์ไลบรารี่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 5 มีการจัดกิจกรรมต่อลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์ ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม พีซทีวี มีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มาพบปะพูดคุย ร้องรำทำเพลงกันสนุกสนานกันเป็นประจำทุกสัปดาห์

โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า มีความตื่นเต้นกันโดยตลอดเดือนนี้ เรามีเรื่องราวมากเหลือเกินในเรื่องของชะตากรรมพี่น้อง นปช. เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา พี่น้องเรา 12 คนก็ได้ถูกศาลฎีกาพิพากษา ในคดีล้มการประชุมอาเซียนพัทยาไปแล้ว แม้ศาลจะนัดอ่านคำพิพากษาใหม่อีกครั้งในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ในส่วนของจำเลย 3 คนที่ยังไม่ได้รับหมายให้มาฟังคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ก็ออกมาแล้ว ว่าได้มีการพิพากษายืน จำคุก 4 ปี จำเลยหลายคนยังไม่ได้มามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ตนคิดว่า เพราะแต่ละคนยังไม่ได้เตรียมตัวตั้งหลักของชีวิต ทุกคนที่ตกเป็นจำเลยต่างก็เป็นหัวหน้าครอบครัว และทุกคนก็ผ่านการติดคุกมาบ้างแล้ว และรู้ว่าช่วงระหว่างติดคุกนั้นครอบครัวข้างนอกเป็นอย่างไร หากไม่มีการเตรียมการให้กับครอบครัวที่อยู่ข้างนอก จะเป็นเรื่องยากมากที่สุด ตนเองมีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ได้มีการพูดคุยกับพี่น้องระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาล ก็ได้ให้กำลังใจกันไป แม้ว่าภายในเรือนจำ จะเหมือนสุสานคนเป็น แต่ คนที่อยู่ข้างนอกนั้น ใช้ชีวิตลำบากกว่าคนที่อยู่ข้างในมาก หลายครอบครัวประสบปัญหา บ้านแตกสาแหรกขาด เมื่อผู้นำครอบครัวต้องติดคุก

นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า ตนขอเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตตน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน เรื่องหนึ่งคือมีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งมีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ขณะดำรงตำแหน่ง พยายามถอนประกันตนเองทุกสัปดาห์ จนตนถูกคุมขังภายหลังสภายุบเพียง 3 วัน จนต้องเขียนใบสมัคร ส.ส.ในเรือนจำ ซึ่งในขณะนั้น กกต.บอกว่ากระทำได้ ในระยะเวลาดังกล่าว ตนพยายามในการประกันตัวตลอด จนกระทั่งวันเลือกตั้ง ตนก็ไม่สามารถออกมาเลือกตั้งได้ แม้ตนจะให้เหตุผลไปแล้วก็ตาม เหตุนี้เองเป็นผลทำให้ ตนถูกตัดสิทธิ์ ในการเป็น ส.ส. จากการขาดคุณสมบัติ จากการไม่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จนได้มีการร้องต่อสหภาพรัฐสภาสากล หรือ สหภาพรัฐสภาโลก มีมติให้รัฐสภาไทยคืนสมาชิกภาพให้ตน แต่ก็ไม่ได้รับการกระทำตาม เป็นคดีซึ่งตนก็เป็นคนแรกในประเทศไทย ที่ได้รับคดีเช่นนี้

นายจตุพร กล่าวต่อว่า อีกคดี ได้แก่ คดีแพ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง เมื่อถึงศาลฎีกา ตนก็ไม่ได้รับหมายให้ไปฟังคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็น้อมรับคำพิพากษา ที่ให้ตน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุการณ์ช่วงสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นเงิน 19 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยแล้วประมาณ 30 ล้านบาท ที่แม้ในคำพิพากษาจะมีข้อความหนึ่งที่จำเลยสองคน พูดเหมือนกัน แต่ยกฟ้องคนหนึ่ง เอาผิดกับอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือตน ในฐานะที่ตนเป็นประธาน นปช. ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ในวันเกิดเหตุ ตนยังไม่ได้เป็นประธาน นปช. แต่ประธาน นปช.ขณะนั้นคือ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ซึ่งไม่ได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ตนเป็นประธาน นปช.หลังเกิดเหตุดังกล่าวแล้วกว่า 4 ปี อย่างไรก็ตาม อีกคดีที่สำคัญคือ คดีที่ได้มีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมานี้ ซึ่งตนก็น้อมรับคำสั่งศาล แต่ตนต้องขอเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง เป็นคดีที่ไม่เคยเกิดกับใครมาก่อนในประเทศไทยหรือแม้กระทั่งในโลก แต่เกิดขึ้นกับนายจตุพร เป็นคนแรก คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาทตน 4 คดี 6 เรื่อง แต่เรื่องที่ศาลลงโทษมีอยู่ 2 คดี คดีแรก ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง คดีที่ 2 ศาลลงโทษให้จำคุก 2 ปีและให้นับโทษต่อจากคดีแรก ซึ่งวิธีพิจารณาความอาญา การจะนับโทษต่อก็ต้องมีโทษมาก่อนแล้ว แต่ขณะที่ศาลบอกให้นับโทษต่อตนไม่มีโทษอยู่ข้างหน้า ต่อมาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ 1 ยกฟ้อง ส่วนคดีที่ 2 ศาลอุทธรณ์ก็ได้สั่งให้นับโทษต่อคดีแรก ทั้งที่ตนไม่มีโทษอยู่ก่อน ต่อมา จากที่ยกมา 2 ศาล ศาลฎีกากลับคำพิพากษาจำคุก 1ปีในคดีแรก และคดีที่ 2 ลดโทษจาก 2ปี เหลือ 12 เดือน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ตนได้ศึกษากฎหมายและเรียนรู้เรื่องราวในเรือนจำ ทำให้ตนได้ร้องต่อศาลอาญาว่า ขณะที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา ไม่ได้บอกให้นับโทษต่อ เพียงแต่บอกให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ ซึ่งขณะที่ศาลอุทธรณ์ให้นับโทษต่อนั้น ตนไม่มีโทษอยู่ข้างหน้า สู้จนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการสั่งให้นับโทษต่อนั้นเป็นการผิดหลง ให้ศาลอาญาแก้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ตนใหม่ เป็นการนับวันพิพากษาในคดีที่ 2 หลังตนติดคุกคดีแรก ทนายความก็ได้ถอนประกันคดีที่สองหลังจากจำคุกไปแล้ว 20 วัน และศาลอาญาก็ได้ออกหมายขังใหม่ หลังตนติดคุกคดีแรกผ่านไป 20 วัน ตนก็ได้ร้องไปใหม่ ว่าต้องนับตั้งแต่วันที่ศาลอาญาออกหมายขังให้ตนในคดีที่2 ซึ่งศาลอาญาก็ได้แก้หมายขังให้ตนเป็นใบที่ 3 หลังศาลฎีกาพิพากษาแล้ว เป็นเรื่องระหว่างศาลอาญา กับกรมราชทัณฑ์ และผู้ต้องขัง เราไม่เคยเห็นโจทก์จะไปฟ้องอะไรกันมาก่อน และระหว่างตนถูกคุมขัง ก็ไม่พบการร้องเรื่องการให้นับโทษใหม่ ปรากฏว่า ศาลได้ออกหมายสั่งปล่อยเมื่อคดีสิ้นสุดตน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2561 ตนได้รับการปล่อยจากหมายศาล แต่เมื่อตนได้รับการปล่อยตัว กลับมานอนบ้านได้เพียงคืนเดียว ก็มีคนร้องให้ตนกลับไปรับโทษใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง จนมาถึงศาลอุทธรณ์ที่ได้นัดอ่านคำสั่งไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา และก็ได้มีคำสั่งให้แก้หมายจำคุกตนใหม่ ให้ไปนับโทษต่อจากคดีแรก ทั้งนี้ ตนอยากถามว่า มีใครบ้างในประเทศไทย ศาลพิพากษา ออกหมายจำคุกเมื่อคดีสิ้นสุด มีหมายปล่อยตัว ผ่านมา 1 ปี 1 เดือนกับ 8 วัน มาบอกให้เอาไปขังใหม่ บอกขังยังไม่ครบ นี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับคดีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เขาได้ปล่อยตัวก็โมทนาสาธุด้วย จากโทษตั้งต้น 85 ปี แต่โทษสูงสุดรับได้ไม่เกิน 20 ปี แต่ติดคุกไป 2 ปี 11 เดือน 21 วัน ด้วยการปรึกษาว่าคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ต่างจากตนที่ได้รับการปล่อยตัวจากหมายปล่อยเมื่อคดีสิ้นสุด แต่ทั้งหมดตนก็น้อมรับคำสั่งศาล และมึนงงว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ตั้งแต่มีประเทศไทยมามีใครเจอเหมือนนายจตุพรบ้าง ก็ไม่พบว่ามีใคร หลังจากวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ก็มึนงงกันทั้งหมดเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ตนเรียนกับพี่น้องว่า ตนอยู่ท่ามกลางชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนั้นเข้าใจว่าคงเรียบร้อย ในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็ต้องขอบคุณศาลอาญา อย่างน้อยก็เป็นกรณีศึกษาให้ตั้งหลักกันก่อน อนุญาตให้ประกันตัวและตนก็จะได้ใช้สิทธิ์ในการต่อสู้ ตนเองก็อับจนปัญญาเช่นกัน ท้ายที่สุด ตนไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ต้องยื่นถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น นายจตุพรหมดที่พึ่งในแผ่นดินแล้ว รัชกาลที่ 10 ได้ตรัสเอาไว้เรื่องความยุติธรรมอย่างชัดเจน ถ้ามีคนอื่นโดนแบบตนมาบ้าง ตนก็พร้อมจะยอมรับ แต่ 3 เรื่องที่ตนเล่าให้ฟัง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเพียงคนแรก คนอื่นจะคิดตัดสินใจอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยู่หัวแถว อย่างไรก็ไม่มีสิทธิคิดที่จะหนี แม้แต่เพียงวันเดียว แต่รู้ว่ามันยากเหลือเกิน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย ตนเคยบอกวันที่ออกจากเรือนจำฯแล้วว่า ไม่ได้พกความแค้นเข้าไป และไม่ได้พกความแค้นออกมา อยู่ในเรือนจำ 1 ปี 15 วัน สวดมนต์วันละ 2 ครั้ง แผ่เมตตาวันละ 2 ครั้ง กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่เคยขาดแม้แต่เพียงวันเดียว ถ้าไม่ยึดหลักธรรม เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้เลยในเรือนจำ วันนี้ที่มาเล่าเพื่อปรับทุกข์ อย่างไรตนก็เคารพในกระบวนการยุติธรรมอยู่ แต่ตนหมดหนทาง เพราะหนทางปกติเหมือนคนทั่วไป ตนยังมีเส้นทางต่อสู้ นี่อาจจะล้มละลายอีกด้วย หากไม่มีปัญญาจ่ายเงินชดใช้ ตามคำสั่งศาล ยิ่งหากศาลสั่งขังตน ก็ล้มละลาย ไม่ขังตนก็ไม่ทราบว่ารอดการล้มละลายหรือไม่ การมีชีวิตอยู่ไม่ง่าย หลังจากนี้ 8 วัน วันที่ 23 กันยายน จะมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีบุกบ้านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คดีที่เพื่อนเรา ทั้ง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และคนอื่น ๆ เป็นจำเลย ก็ให้กำลังใจกัน แม้จะยากเหลือเกิน ในช่วงที่ผ่านมาตนยืนอยู่หัวแถว ก็รู้ชะตากรรมหมู่มิตร ได้พูดคุยแต่ละฝ่ายเพื่อหาทางออก ตนไม่ต้องการให้พี่น้องตน หรือใครก็ตามต้องมาติดคุก จากความเห็นต่างทางการเมือง แต่ก็ต้องมาเจอกับสิ่งที่ตนไม่คาดคิดมาก่อน แต่นี่เป็นวิถีทาง เราจึงต้องปฏิบัติตามหลักธรรม ตามที่ท่านพุทธทาสบอก “ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเอง” อย่างไรก็ตาม พี่น้องตนในคดีพัทยา คดีสี่เสา ยากลำบาก ตนมีภาระที่ต้องคิดอ่าน ว่าถ้าเขากลับมาสู่เรือนจำ ตนจะเอาพวกเขาออกจากคุกได้เร็วที่สุดอย่างไร ในโชคชะตานี้ เรายังจะต้องผ่านอุปสรรคอีกมากมาย กว่าที่เราจะเดินหลุดพ้นกันไปได้

นายจตุพร กล่าวถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติ อุทกภัยที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ว่า น้ำท่วมรอบนี้หนักที่สุดไม่รู้ว่ารอบกี่ชั่วชีวิตคน ไม่ว่าภาครัฐและภาคเอกชนต่างไปช่วยกัน แต่ชะตากรรมนี้เราก็จะเลยไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะมีความทุกข์มากมาย ทางพีซทีวีและ นปช.เราจะระดมสิ่งของเงินทองเข้าไปช่วยเหลือเท่าที่พี่น้องเราสามารถช่วยกันได้ นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะเริ่มรับบริจาค เมื่อได้ปริมาณที่พอสมควรแล้วก็จะลงไปมอบให้พี่น้องชาวอุบลราชธานี อย่างน้อยที่สุดก็มีพี่น้องชาวอุบลราชธานียังอยู่ในเรือนจำ จากการต่อสู้มีจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนพี่น้องผ่านรายการนี้ เราต้องช่วยกัน คนละเล็กละน้อย แม้เราจะอยู่ในสภาพที่สาหัสสากรรจ์ นี่เป็นวันเวลาแห่งความยากลำบาก ปัญหาเรื่องชาติบ้านเมืองแต่ละฝ่ายก็ทำหน้าที่ไป เราเองก็ประคับประคองเรื่องราวที่เกิดกับพี่น้องเราให้สิ้นกระแสความกันไปก่อน เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นโชคชะตา เมื่อตัดสินใจเดินเข้าสู่การต่อสู้แล้ว ก็ต้องน้อมรับชะตากรรม แน่นอนที่สุดมีเรื่องชีวิต อิสรภาพ และเพิ่มคำว่าล้มละลายเข้าไป เมื่อหัวใจเตรียมสิ่งเหล่านี้ เราเองก็ต้องตักหลักให้เร็วที่สุด ให้กำลังใจพี่น้องในคดีพัทยา และให้กำลังใจพี่น้องที่กำลังจะไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 23 กันยายนนี้ ทำได้เพียงเท่านี้ ให้กำลังใจกันและกัน

ช่วงระหว่างติดคุก ตนทราบว่าพี่น้องทุกข์ที่สุด ตนรู้ชะตากรรม เข้าใจดี ตนเคยบอกกับพรรคพวกว่า เราผ่านขบวนการนักศึกษามา กระบวนการต่อสู้ของเราเหมือนวัสดุสิ้นเปลือง ใช้แล้วทิ้ง แต่ว่า เราเป็นคนที่มีชีวิต จะต้องหยัดยืนให้ได้ และน้อมรับความเจ็บปวดนี้ให้ได้เช่นเดียวกัน อย่าน้อยใจในโชคชะตา และตนเชื่อว่า ถึงที่สุดยังเป็นหน้าที่ของตน ที่จะทำให้ เพื่อนติดคุกน้อยที่สุด ร่วมกันหาทางออก ตามช่องทางของบ้านเมือง ที่จะพึงกระทำได้ ก็เป็นหน้าที่ ขณะที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ได้อีกกี่วันเหมือนกัน เราเองจะต้องยืนหยัดกันได้ด้วยความแข็งแรง ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง

บทความก่อนหน้านี้สุดกลั้น! ‘บิณฑ์’ ร่ำไห้ สงสารชาวอุบลฯ เตรียมหอบเงินส่วนตัว 1 ล. เข้าช่วย อัด รบ.มัวแต่ช้อปปิ้งไม่มาดูแล
บทความถัดไปดาวกับดวง : วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2562 โดย พิมพ์พรร