ยอดขายไม้ยางพาราตก โรงงานจีนปิดตัว-เทรดวอร์-ไม้โอ๊กลดราคา 30%

นายนิกร ลิขิตหวังพาณิชย์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย และกรรมการบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชูศักดิ์ภาคใต้พาราวู๊ด เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจไม้ยางพารามียอดขายลดลงมาก เนื่องจากจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อหลักได้มีมาตรการเข้มงวดควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2560 ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราของจีนที่ไม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต้องปิดตัวลงชั่วคราว เพื่อปรับปรุงกิจการ ประกอบกับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน รวมถึงปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากไม้อื่น ๆ จากต่างประเทศ เช่น ไม้โอ๊ก ฯลฯ ได้ลดราคาลงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับไม้ยางพารา ที่ราคายังสูง ส่งผลให้การส่งออกไม้ยางแปรรูปของไทยไปจีน และกลุ่มประเทศเอเชียชะลอตัวลง

“ตอนที่เศรษฐกิจดี ไม้ยางพาราราคาประมาณ 50,000-60,000 บาท/ไร่ แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท/ไร่ ซึ่งไทยมีสวนยางพาราประมาณ 22 ล้านไร่ มีการโค่นปีละประมาณ 500,000 ไร่ มีมูลค่ารวมจากไม้ยางพารา ประมาณ 100,000 ล้านบาท/ปี”

แนวทางที่จะสนับสนุนไม้ยางพาราให้ได้ราคาที่ดีขึ้น รัฐบาลจะต้องส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อนำเศษไม้ยางพารา ไม้ฟืน ปีกไม้ กิ่งไม้ ยอดไม้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบเชื้อเพลิงไปใช้ เพราะแต่ละปีจะมีการโค่นไม้ยางพารา จะทำให้ชาวสวนมีรายได้จากส่วนนี้ 10,000-20,000 บาท/ไร่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชาวสวน

นายนิกรกล่าวต่อไปว่า ประการสำคัญไม้ยางพาราของไทยจะต้องได้รับมาตรฐานขององค์การพิทักษ์ป่าไม้ (Forest Stewardship Council : FSC) ที่กำหนดให้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามบุกรุกป่า ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ควรต้องเป็นเจ้าภาพนำสวนยางพารา 22 ล้านไร่ รวมไม้ป่าอีกประมาณ 5 ล้านไร่ และมีครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกัน ประมาณ 7 ล้านคน เข้าสู่ระบบมาตรฐานอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้หันมาสนับสนุนช่วยเหลือ 1.เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเฉลี่ยประมาณ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจะได้แข่งขันตลาดค้าขายไม้ในต่างประเทศได้เช่น เวียดนาม และมาเลเซียได้ 2.การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อขอทุนสงเคราะห์การโค่นยาง 3.รัฐบาลหาตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ซึ่งมีแนวโน้มอนาคตที่ดี

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า ไม้ยางพาราขณะนี้ราคาเคลื่อนไหวมาอยู่ที่ 1.30-1.40 บาท/กก. สำหรับไม้เกรดหรือไม้บ้อง ส่วนไม่มีเกรด หรือปีกไม้ ไม้ฟืน ราคาขยับขึ้นมาที่ 1 บาท/กก. จากเดิมราคา 00.50-00.90 บาท/กก. ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม้ฟืน ไม้ปีกขยับขึ้น เพราะมีการแข่งขันกันกับกลุ่มรับซื้อไม้ยางพารา ที่นำไปเป็นวัตถุดิบพลังงานโรงไฟฟ้าชีวมวล

“การที่ไม้ยางพาราราคาปรับลดลงมาก ตอนนี้กลุ่มธุรกิจรับซื้อไม้ยางได้ยุติการโค่นลง เพราะโค่นไปจะขาดทุน ที่ซื้อมาราคาสูงแต่ขายออกได้ราคาต่ำ จึงชะลอไว้ก่อน โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช นับเป็นหมื่นไร่ ยังไม่นับจังหวัดอื่น ๆ โดยกลุ่มธุรกิจรับซื้อไม้ยางพาราระบุว่า กลุ่มธุรกิจไม้ยางพาราจากประเทศจีนไม่รับซื้อ”

นายทศพลกล่าวอีกว่า ไม้ยางพาราประเภทไม้เกรด หรือไม้บ้อง ราคาเดิมกว่า 2 บาท/กก. แล้วมีการเคลื่อนไหวขยับลงมาที่ 1.70-1.80 บาท/กก และเมื่อต้นปี 2562 ราคา 2 บาท/กก. ส่วนในปี 2560-2561 ราคา 1.60-1.70 บาท/กก. เป็นราคาเคลื่อนไหวสำหรับบางช่วงในตลาดแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัด

บทความก่อนหน้านี้“ผู้นำ” ไร้วิวัฒนาการ – หลงยุค
บทความถัดไปเปิดประวัติ “นางวิสาขา” ผู้ถวายผ้าอาบน้ำฝนคนแรก