‘จุรินทร์’ กำชับทูตพณ.ทั่วโลกเป็นพนักงานขายสินค้าส่งออกกิตติมศักดิ์ ยืนเป้าส่งออก 3%

‘จุรินทร์’ กำชับทูต พณ.ทั่วโลกเป็นพนักงานขายสินค้าส่งออกกิตติมศักดิ์ ฝ่าวิกฤตสงครามค้าโลก ยืนเป้าส่งออกบวก 3%

ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวตอนนึ่งในการเป็นประธานประชุมมอบนโยบายเพื่อเชื่อมโยงการปฏิบัติงานของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป้าหมายและสถานการณ์การส่งออกของไทย ปี 2562 โดยทูตพาณิชย์ทั่วโลก พาณิชย์จังหวัดและทูตเกษตร รวมทั้งภาคเอกชน เข้าร่วม ว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งรัดดำเนินตามนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์การส่งออกของไทย หลังจากมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2562 เห็นชอบการขับเคลื่อนการส่งออกให้ขยายตัวได้ร้อยละ 3.0 ในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2562 และ ร้อยละ 3.5 ในปี 2563 โดยการเร่งหาโอกาสจากการส่งออกและปรับเปลี่ยนทิศทางการค้าจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา – จีน

นายจุรินทร์กล่าวว่า ขอมอบหน้าที่ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทั้ง 62 แห่ง ทำหน้าที่ส่งเสริมการขาย ผลักดันการเจรจาเพิ่มการค้า และสนับสนุนเอกชนให้สามารถเพิ่มศักยภาพการส่งออกภายใต้นโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงให้เกิดเป็นรูปธรรมให้บรรลุเป้าตามนโยบาย 10 ภารกิจ ให้เกิดขึ้นภายใน 3-6 เดือน ได้แก่ นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร ผลิตภัณฑ์ 5 ชนิด ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และทั้งนี้ต้องการให้ส่งเสริมการส่งออกมากขึ้นเพื่อให้ราคาตลาดสูงขึ้น ให้ทูตเกษตรช่วยดูเรื่องการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร และช่วยเจรจาเพื่อขอขยายเวลาหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค พร้อมเร่งรัดเจรจาในมาตรฐานสินค้าและแก้ไขปัญหาการตรวจสินค้า

“ขอให้บทบาทของการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำงานอย่างมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน และคิดกลยุทธ์ใหม่ ตามอำนาจหน้าที่ เพราะการทำแบบเดิมทำให้ผลลัพธ์เหมือนเดิมเป็นเรื่องยาก เพราะปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ต้องเลิกของเก่าที่ดีอยู่แล้วแต่เพิ่มสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น และต้องการให้ทูตพาณิชย์ปรับตัวเป็นผู้นำทัพเสริมงานเอกชนให้สามารถส่งออกเพิ่มได้ โดยอยากเห็นทูตพาณิชย์เป็นพนักงานขายกิตติมศักดิ์เพื่อให้ผ่านสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันซึ่งจะขายทั้งในแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี และรัฐกับเอกชน” นายจุรินทร์กล่าว

นอกจากนี้ อยากให้ทูตพาณิชย์รู้จักสินค้า และบริการ รวมถึงคุณภาพของสินค้าไทยอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดการสร้างภาพลักษณ์ และขายแข่งกับผู้ค้าในตลาดโลกได้ และวาระนี้ให้กลับมา Update ข้อมูลเรื่องสินค้าในรัฐบาลนี้ให้เข้าวงจรอีกรอบ ทุกคนต้องทำงานเชิงรุก อย่างมืออาชีพ โดยให้ทำแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงระยะ 3 – 6 เดือน ทั้งนี้การไปแต่ละครั้งจะต้องเกิดผล เห็นผล เพื่อให้ตัวเลขส่งออกเพิ่มสูงขึ้น ส่วนบทบาทของทูตเกษตรนั้นต้องการให้ดูแลเรื่องมาตรฐาน เงื่อนไข ข้อกำหนด เกี่ยวกับสินค้าเกษตร ที่ต่างประเทศกำหนด  และเร่งรัดการเจรจาเพื่อปลดล็อก หรืออย่างน้อยขอยืดเวลาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

ส่วนบทบาทพาณิชย์จังหวัด ต้องการให้เน้นเรื่องการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( GI) เพื่อรองรับสินค้าตามถิ่นกำเนิดในจังหวัด ท้องถิ่นนั้นๆ ให้ค้นหาสินค้าที่จะสามารถขึ้นทะเบียน GI ได้และให้ช่วยดูเรื่องการค้าชายแดนเพิ่มด้วย ทั้งช่วยคลี่คลายปัญหาในฝั่งประเทศไทยจะช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออกได้ นอกจากนั้นด้านนโยบายโชห่วยให้พาณิชย์จังหวัดช่วยเสริมจากร้านธงฟ้า เร่งรัด เป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน ส่งเสริมความรู้ใช้ Software เข้าไปช่วยเรื่องการจัดการ Stock ให้กับร้านค้าโชห่วยในท้องถิ่นด้วย รวมถึงภารกิจอื่น ๆ เช่น ใช้ประโยชน์เอฟทีเอ นำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นต้น

ทั้งนี้ในการประชุม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าได้มีการประเมินสถานการณ์ส่งออกของภาคเอกชนโดยแยกเป็นส่งออกในกลุ่มสินค้าสำคัญ สัดส่วน 75% ซึ่งมีสินค้าเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง ยาง อาหาร และน้ำตาล ส่วนสินค้าด้านอุตสาหกรรม มีรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกล เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก

โดยข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มการส่งออกสินค้าสำคัญคือสินค้าเกษตรนั้น มีการเสนอแนะให้จัดคณะผู้แทนการค้าเพื่อฟื้นฟูตลาด เจรจากับประเทศคู่ค้าแบบ G2G พร้อมสร้างความสัมพันธ์การค้าข้าวกับคู่ค้า เข้าร่วมการแสดงสินค้าในต่างประเทศมากขึ้น และให้เกษตรกรไทยพัฒนาการผลิตข้าวนุ่มเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกมากขึ้น ทางด้านยางพารานั้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เปลี่ยนจากผลิตยางพาราเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ยางพาราแทน เพื่อเพิ่มมูลค่าในการไปแปรรูปโดยการหาตลาดและทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ด้านมันสำปะหลังให้ความรู้ และเชิญชวนให้เกษตรกรพัฒนาการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้ และลดต้นทุนของเกษตรกร ทำให้สามารถแข่งขันกับพืชชนิดอื่นได้

นอกจากนั้นเสนอให้อนุญาตให้ส่งออกได้โดยไม่จำกัดปริมาณ อัตราส่วนสต๊อกในการครอบครองของผู้ส่งออก ส่วนด้านอาหารก็ขอให้มีการเร่งรัดการเจรจา FTA ระหว่างไทย – ยุโรป กับไทย-อังกฤษ เพื่อเปิดตลาดยิ่งขึ้นเป็นต้น นอกจากนั้นยังมียุทธศาสตร์การรักษาตลาดเดิม เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน และจีน และการเปิดตลาดใหม่ที่เอเชียใต้ ละตินอเมริกา รัสเซีย และตะวันออกกลาง รวมทั้งฟื้นฟูส่วนแบ่งตลาดที่เคยขยายตัวได้ดี เช่น อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน เป็นต้น

มติชนออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้“ชูศักดิ์” ชี้ มติผู้ตรวจฯสอดคล้องญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หวัง ศาลรธน.รับไว้วินิจฉัย
บทความถัดไปปฏิบัติการเด็ดขาด! “เด็กแว้น” ผบ.ตร.ลั่นต้องสูญพันธุ์ ขีดเส้น 5 เดือนต้องเห็นผล!