“ไพบูลย์” เผย คุย “บิ๊กป้อม” แล้ว ย้ายไปพปชร. ดูงานด้านกฎหมาย

“ไพบูลย์” เผย “บิ๊กป้อม” มอบหมายดูแลงานกฎหมาย หลังส.ค.จ่อสมัครสมาชิก “พลังประชารัฐ” เป็นส.ส.คนที่ 117

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่รัฐสภา เกียกกาย นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป(ปชช.) แถลงข่าวกรณีพรรคประชาชนปฏิรูปยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อขอแจ้งการเลิกกิจการพรรคฯ ว่า ตนจะเลิกทำพรรคการเมืองดังกล่าว เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคมีมติเอกฉันท์ให้เลิกทำพรรค เพราะเห็นว่าพรรคมีส.ส.แค่คนเดียว และกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่มีเวลาในการร่วมจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และประสานงานสร้างตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดอีก 69 พรรคตามกฎหมายเลือกตั้งส.ส.และพรรคการเมือง นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคจำนวนมากยังมีภารกิจส่วนตัวอื่นๆที่ต้องทำเป็นจำนวนมาก จึงเห็นว่าควรยกเลิกพรรคประชาชนปฏิรูป โดยตนเองจะต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดเพื่อรักษาสถานภาพความเป็นส.ส.ให้ได้ภายใน 60 วัน หลังยกเลิกพรรคการเมือง

นายไพบูลน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้คุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ว่าจะขอย้ายเข้าไปร่วมสังกัดกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้ขัดข้อง โดยจะขอให้อยู่ช่วยงานกับพรรคพลังประชารัฐด้านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวจะต้องรอให้กระบวนการยกเลิกกิจการพรรคการเมืองเสร็จสิ้นตามกฎหมายก่อนซึ่งจะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นจะเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ อันจะถือว่าเป็นส.ส.พรรคพลังประชารัฐเต็มตัวนับตั้งแต่วันที่ไปสมัคร

“จะเป็นการเพิ่มจำนวนส.ส.พรรคพลังประชารัฐจาก 116 เสียง เป็น 117 เสียง ส่วนสมาชิกพรรคเดิมที่มีกว่า 14,000 คน ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ขัดข้องและทราบถึงข้อจำกัดของพรรคเป็นอย่างดี ต่างเห็นพ้องว่าจะย้ายไปสังกัดเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐด้วย เนื่องจากมีอุดมการณ์ตรงกัน คือ การสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ประชาชนนำมาปฏิบัติ” นายไพบูลย์ กล่าว

เมื่อถามว่า การย้ายไปเป็นส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ จะมีผลให้ต้องมีการคำนวณสัดส่วนจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคจะพึงมีใหม่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เป็นแค่การรักษาสถานภาพความเป็นส.ส.เท่านั้น จึงไม่ต้องมีการคำนวนสัดส่วนส.ส.ใหม่แต่ประการใด

บทความก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย “ขึ้นค่าแท็กซี่”
บทความถัดไปโค้ดดิ้ง เป็นเรื่องไม่ยาก | มนัส สัตยารักษ์