ปชป. หวังสูงตั้งเป้า 20 ที่นั่ง ส.ส.เหนือ ฝันกวาดทั่วไทย 155 เขต ยันปรับตัวหาโซเชียล

วันที่ 18 ส.ค. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จัดสัมมนา“รวมพลังประชาธิปัตย์ ภาคเหนือ” โดย นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภาคเหนือ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า จากนี้ทุกคนต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ที่พรรคมอบหมาย ภาคเหนือจะต้องทำพื้นที่ด้วยการกำหนดเป้าหมายสมาชิกพรรค แต่ละเขตควรมีสมาชิก 100 คนขึ้นไป ส่วนเขตที่มีความพร้อมมีส.ส.อยู่ ขอให้จัดตั้งสาขาพรรค และต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 500 คน

ส่วนการขับเคลื่อนของพรรคจะยึด 3 หลักคือ สมาชิก สภา และรัฐบาล ในส่วนของภาคเหนือจะต้องมียุทธศาสตร์หลัก มีคณะกรรมการขับเคลื่อนตามหลักยุทธศาสตร์ใหญ่ และมีการเรียกร้องให้มีนโยบายภาค

ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า การเข้าสู่โลกออนไลน์ ออฟไลน์ นำมาสู่การวางยุทธศาสตร์ การขับเคลื่อนและการวางกลไก จะมีการสร้างนักรบทำงานเพื่อประชาชนของพรรค เขตละ 5 คน เป็นทีมอเวนเจอร์ของเขตเพื่อทำงานร่วมกับส.ส. อดีตส.ส. วันนี้พรรคต้องรวมใจเป็น 1 มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือประชาชน และประเทศชาติ ความศรัทธาที่เกิดจากผลงานเท่านั้นจึงจะยั่งยืนที่สุด เราจะต้องรักษาฐานเสียงเดิม 3.9 ล้านเสียง และเป้าหมายหลักคือต้องเอา 7 ล้านเสียงที่หายไปกลับคืนมาให้ได้

ทั้งนี้ พรรควางเป้าหมายว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะต้องได้ส.ส. 155 เขต คือ ภาคเหนือต้องได้ 20 เขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 25 เขต ภาคกลาง 30 เขต กทม. 30 เขต และภาคใต้ 50 เขต ซึ่งปชป.ต้องพร้อมทำงานไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะอดีตเลขาธิการปชป. กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจำไว้เป็นบทเรีบนสำหรับเราทุกคน ถือเป็นการปฏิรูปทางเทคโนโลยีทุกมติ และมีผลกับการเมือง การสู้ครั้งหน้าต้องทิ้งกรอบความคิดเดิมๆ ทั้งหมด เพราะเป็นโลกการสื่อสาร พรรคอนาคตใหม่(อนค.)ชนะเพราะเตรียมการล่วงหน้ามา 2 ปี ก่อนเลือกตั้งมีการสำรวจและกำหนกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงได้คะแนนที่เอื้อมาจากกรณีพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบด้วย

แต่อนค.ชัดเจนเรื่องกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มคนลงคะแนนครั้งแรก และกลุ่มคนพิการ ทั้งที่ปชป.ทำเรื่องนี้ก่อนเขา แต่อนค.ลงมือทำ เอาคนพิการจริงๆมาเป็นผู้สมัคร และเป็นกรรมการบริหารพรรค ให้เห็นว่าเปิดกว้างอย่างแท้จริง ไม่ได้พูดเฉยๆ

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หนีไม่พ้นเรื่องการสื่อสาร วันนี้เราต้องปรับตัวเองเพื่อรับรูปแบบใหม่ให้ได้ เพราะการสื่อสารเป็นหัวใจของชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นอย่างมาก

บทความก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ แนะประยุทธ์ พูดให้น้อยลง เหมือน ป๋าเปรม เชื่ออยู่ได้ครบ 4 ปี
บทความถัดไปเชิงบันไดทำเนียบ : เหตุไฉน? ‘ธรรมนัส’ ชื่อนี้ มีแต่ ‘เป๊ะ-ปัง 2019’