‘ณัฐวุฒิ’ เปิดใจหลังคำพิพากษาพี่น้องร่วมอุดมการณ์ของผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ฝากถึง ‘อภิสิทธิ์’ ยังไม่มีชัยชนะที่แท้จิรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช., นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายอริสมันต์ หรือกี้ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี แกนนำและแนวร่วม นปช.รวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1-24 โดยมีมติ ยกฟ้อง นปช.คดีก่อการร้ายทุกข้อหา ชี้ “เป็นการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่ก่อการร้าย” นั้นล่าสุด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “หลังคำพิพากษา ความจริงปรากฏ พี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ของผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ทั้งนี้ ในคลิปดังกล่าวนายณัฐวุฒิกล่าวว่า มั่นใจในข้อเท็จจริง พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม นี่ไม่ใช่ชัยชนะใดๆ ของตน ไม่ใช่เป็นชัยชนะต่อฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้อง ไม่ได้เป็นชัยชนะต่อฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่เป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยศาลมีคำวินิจฉัยและพิพากษา สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้สำหรับตนมองว่าเป็นความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนที่บาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้ ถ้าตนสามารถส่งข้อความนี้ถึงคนที่บาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อยากบอกว่า วันนี้ศาลท่านชี้แล้วว่าเราไม่ได้ก่อการร้าย ความสูญเสียของเพื่่อนร่วมอุดมการณ์ทุกคนไม่ได้เป็นไปเพราะเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องหลักการประชาธิปไตย ภายใต้ข้อเรียกร้องในสถานการณ์นั้นคือ การเรียกร้องให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ ส่วนหลังจากนี้ถ้ากระบวนการของคดีนี้จะมีความคืบหน้าต่อไปอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พวกตนและฝ่ายกฎหมายจะต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ส่วนคดีความอื่นๆ ก็ยังมีอีกมากก็จะต้องต่อสู้กันต่อไป

“อยากบอกกล่าวไปถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นคู่กรณีโดยตรงจากการชุมนุมเรียกร้องเมื่อปี 2553 ว่า เราไม่ได้แพ้ชนะกันที่คดีนี้ หรือแพ้ชนะกันที่ว่าใครเจ็บใครตายน้อยกกว่า ชัยชนะจากทางการเมืองถ้าจะมีต้องเป็นชัยชนะร่วมกันของสังคมไทย ดังนั้นชัยชนะของ นปช.ยังมาไม่ถึง จะมาถึงก็ต่อเมื่อเราปกครองในระบบประชาธิปไตยอันแท้จริงภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” นายณัฐวุฒิกล่าว และว่า ตนยังจำความรู้สึกในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ได้แม่นยำได้ทุกวินาที หลังความสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งหลังเวทีตนได้เจรจากับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ในขณะนั้นเรียกร้องให้ยุติสถานการณ์ หลังเวทีมีผู้คนมากมายมาร้องไห้ เพราะญาติพี่น้องเพื่อนสนิทคนในครอบครัวบาดเจ็บ เสียชีวิตและสูญหาย และในวันนี้ได้มาย้ำอีกว่าพวกผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายแต่มาเสียสละ

หลังคำพิพากษา ความจริงปรากฏ พี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ของผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

หลังคำพิพากษาความจริงปรากฏ พี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ของผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

โพสต์โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เมื่อ วันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2019

ขอบคุณข้อมูลและคลิปจากเพจนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

บทความก่อนหน้านี้อนค.จัดหนัก ถามกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ จ้อการเมือง ผิดหรือไม่ ยกปท.เจริญแล้ว ไม่ทำกัน
บทความถัดไปสั่งคุมเข้มปล่อยกู้รายได้น้อย | ธปท.ชี้ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจยังซึม | “บีโอไอ” โชว์ยอดลงทุนพุ่งสูง