เครือข่ายปชช.หนุน ‘อนุทิน’ ปลดล็อก ‘หมอพื้นบ้าน-ตำรับยา’ ทันที ห่วงต่างชาติยื่นสิทธิบัตรผูกขาด ‘กัญชา’

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) เปิดเผยว่า ตามอนุสัญญาว่าด้วยยาเสพติดระหว่างประเทศ สำหรับการปลดล็อกซีบีดีออกจากสารเสพติดออกจากกัญชาและกัญชงเพื่อใช้ทางการแพทย์นั้น สามารถทำได้ เนื่องจากสารซีบีดี ซึ่งเป็นสารสกัดในกัญชาและกัญชง ไม่ได้ถูกควบคุมให้เป็นสารเสพติดในกฎหมายยาเสพติด ส่วนความเห็นต่อคำแถลงนโยบายรัฐบาล 12 เรื่องเร่งด่วน ซึ่งในข้อที่ 4 เรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรมและนวัตกรรม หน้า 31 ระบุถึงกัญชาเพื่อการแพทย์ไว้กว้างๆ โดยใจความสำคัญให้เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ ภายใต้กฎหมายบัญญัติ ฉะนั้น นโยบายเรื่องการให้กัญชาภายในครัวเรือน บ้านละไม่เกิน 6 ต้น ตามที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศหาเสียงไว้กับประชาชนคงทำไม่ได้ ภายใต้กฎหมาย แต่ภายใต้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สามารถออกประกาศกฎกระทรวงผ่อนปรนได้

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับหมอพื้นบ้านขณะนี้มี 3 เรื่อง คือ 1.การรับรองหมอพื้นบ้าน 3,000 ราย รวมทั้งนายเดชา ศิริภัทร หรือ อาจารย์เดชา ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ติดขัดระเบียบกระทรวงฉบับใหม่ แต่รัฐมนตรีว่าการ สธ.สามารถใช้อำนาจแก้ระเบียบดังกล่าวได้ โดยการแก้ไขเนื้อหา ข้อความ หรือบทเฉพาะกาล ในระเบียบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ให้ครอบคลุมหมอพื้นบ้านได้รับรองตามระเบียบของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนทางเลือก โดยการอนุโลมให้เป็นหมอพื้นบ้านตามประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ.2556 2.เรื่องตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม ตามที่ประกาศ 16 ตำรับ ไม่ติดขัดปัญหาใด ยกเว้นตำรับยาหมอพื้นบ้านเฉพาะราย ซึ่งมีความสำคัญ ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่สูตรที่มีการรับรอง หากยอมรับความจริงว่า ช่วงที่มีกฎหมายยาเสพติดให้โทษในช่วง 40 ปี หมอพื้นบ้านได้มีการพัฒนาการใช้ประโยชน์ของตำรับยามากกว่าตำรับยาในอดีต โดยมีความปลอดภัย และใช้รักษาผู้ป่วยจำนวนหนึ่งแล้ว ส่วนนี้ควรเร่งรัดให้มีการรับรองตำรับยาหมอพื้นบ้านให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า 3.การปรุงยาของหมอพื้นบ้าน ติดล็อกระเบียบกระทรวง ว่าด้วยการปรุงยาของหมอพื้นบ้าน โดยไม่สามารถแยกออกเป็นต้น ดอก หรือใบ โดยการปรุงยาต้องมาใช้เครื่องยากลางถึงจะสามารถปรุงตำรับยาได้ รวมถึงระบุให้มีการเติมส่วนผสมบางอย่างลงไปในตำรับยาหมอพื้นบ้านให้เป็นไปตามตำรับยาแพทย์แผนไทย เช่น สูตรน้ำมันกัญชาอาจารย์เดชา ที่มีสารสกัดกัญชากับน้ำมันมะพร้าว แต่กรมการแพทย์ไทยฯ เสนอให้เติมพริกไทยลงไป ก็จะทำให้ผิดสูตรตำรับยาหมอพื้นบ้านเฉพาะราย ส่วนเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องที่รัฐมนตรีว่าการ สธ.ต้องดำเนินการ คือ 1.การยื่นขอจดสิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติ ที่ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ผ่านมาตรา 44 เนื่องจากผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ แต่หากปลดล็อกกัญชาออกจาก พ.ร.บ.ดังกล่าว ต่างชาติจะสามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรได้อีกครั้ง ส่วนนี้ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากรับคำขอก็จะเกิดปัญหาซ้ำอีก โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการ สธ. พูดคุยหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อมีคำขอยื่นสิทธิบัตรกัญชา ต้องให้รัฐมนตรีว่าการ สธ.ร่วมตรวจสอบด้วย 2.การรับรองสิทธิบัตรการรับรองสายพันธุ์กัญชา โดยทีมเศรษฐกิจชุดใหม่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรี CPTPP ซึ่งจะมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร ยา วัคซีน ชีววัตถุ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะบังคับให้ไทยเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ทันที ซึ่งจะให้ความคุ้มครองสิทธิ์ของและประโยชน์ต่อนักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ แต่ไม่คุ้มครองชุมชนต้นทางของสายพันธุ์ โดยปัจจุบันต่างประเทศได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ก็จะสามารถมายื่นขอคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว ท้ายสุดจะทำให้เกิดการผูกขาดสายพันธุ์กัญชา ซึ่งสายพันธุ์กัญชาทั่วโลกส่วนใหญ่ได้ขยายพันธุ์มาจากกัญชาไทย ผสมกับสายพันธุ์อื่น และกระทบต่อการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาในอนาคต ขณะที่องค์การอนามัยโลก ได้ประเมินว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีกัญชา 700-900 สายพันธุ์ ขณะที่ในตลาดกัญชาประเมินไว้ 5,000 สายพันธุ์ ส่วนไทยคาดจะมีกัญชาอยู่ 25 สายพันธุ์

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งแรกที่เสนอให้รัฐมนตรีว่าการ สธ.ดำเนินการทันที ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คือ การแก้ประกาศกระทรวง ในเรื่องการรับรองหมอพื้นบ้าน ตำรับยาหมอพื้นบ้าน วัตถุดิบปรุงยา การปลูกกัญชาในครัวเรือนที่มีผู้ป่วย ซึ่งอาจปลูกร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือกรมการแพทย์ไทยฯ หรือหน่วยงานรัฐ ส่วนเรื่องเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP เป็นเรื่องระยะยาว โดยไทยจะต้องไม่ยอมรับข้อตก เพื่อป้องกันการผูกขาด อย่างไรก็ตาม ไม่สนับสนุนให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ หรือความบันเทิง

มติชนออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้จริงตนาการ : “ซิโมน่า ฮาเล็ป” ยิ่งใหญ่ในวันอกเล็ก
บทความถัดไปกลุ่มอนุรักษ์สัตว์เฮ “ท็อป” ให้สัญญา ไม่ส่งช้างไทยไปเมืองนอกเด็ดขาด