‘อดีตขุนคลัง’ ชี้ ‘ขุนคลังคนใหม่’ สร้างความเสี่ยงให้ ครม. บิ๊กตู่ 2

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.62 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เรื่อง “คุณอุตตมสร้างความเสี่ยงให้แก่ ครม.” โดยมีรายละเอียด คือ

เหตุผลที่สภาที่ 3 และตัวผมเอง เน้นทำการตรวจสอบคุณสมบัติของคุณอุตตมนั้น มิใช่เพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมืองใด แต่สืบเนื่องจากคุณอุตตม ก่อให้เกิดความเสี่ยงแก่ ครม.

ต่อไปในอนาคต เมื่อใดที่ ครม. มีมติที่ทำให้บุคคลใดเสียประโยชน์ เช่น ผู้ที่แพ้ประมูล ก็มีความเสี่ยงว่าเขาอาจจะอ้างว่า ครม. ชุดนี้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และมติอาจจะเป็นโมฆะ จึงอาจเป็นความเสี่ยงต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แบบปลายเปิด

ถามว่า ขณะนี้มีข้อมูลที่มีข้อยุติแล้ว ที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะที่จะรับทราบ ว่ามีการกระทำผิด หรือไม่?

ตอบว่า มี

คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ลงราชกิจจานุเบกษา เป็นข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีย่อมต้องทราบ

ถามว่า คำพิพากษามีการวินิจฉัยการกระทำของคณะกรรมการบริหาร อย่างไร?

ตอบว่า มีความผิด

โดยศาลฯ กล่าวว่า (หน้า 51)

“แสดงให้เห็นได้อย่างขัดเจนว่า นอกจากคณะกรรมการบริหารจะมีเจตนาฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการให้สินเชื่อที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2532 และคำสั่งธนาคารกรุงไทย ที่ ธ. 222/2545 เรื่องนโยบายสินเชื่อ ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ข้อ 31.3 ข้อย่อย 2 ก แล้ว

คณะกรรมการบริหารยังมีเจตนาช่วยเหลือให้จำเลยที่ 19 ได้รับอนุมัติสินเชื่อจำนวนถึง 9,900,000,000 บาท โดยมิได้รักษาประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหาย

มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มจำเลยที่ 19 ให้ได้รับเงินจากธนาคารผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวเพื่อนำไปเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 20

เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการบริหาร จึงเป็นพนักงานตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2500

และยังเป็นกรรมการของธนาคารผู้เสียหายซึ่งมีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และเป็นธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา

ทั้งเมื่อพิจารณาลักษณะของอำนาจหน้าที่แล้ว ย่อมเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการรักษาและครอบครองทรัพย์สินธนาคารผู้เสียหายด้วย

การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ กระทำผิดหน้าที่ของตนเบียดบังอาทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เป็นหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินแก่ธนาคารผู้เสียหาย

จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 และมาตรา 11”

ซึ่งคำว่าคณะกรรมการบริหารนั้น ย่อมหมายถึงบุคคลทั้งคณะ

ถามว่า นายกรัฐมนตรีควรจะรู้หรือไม่ ว่าคุณอุตตม มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หรือไม่?

ตอบว่า มี

หนึ่ง ในหน้า 9 ศาลฯ ระบุชื่อคุณอุตตม เป็นกรรมการบริหาร ซึ่งทั้งคณะมี 5 คน

สอง ในหน้า 9 ศาลระบุถึงมติคณะกรรมการธนาคารกรุงไทยฯ ครั้งที่ 7/2544 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2544

สาม เนื่องจากมติ ครั้งที่ 7/2544 กำหนดว่า การอนุมัติสินเชื่อโดยคณะกรรมการบริหาร ทุกกรณีจะต้องเป็นมติเอกฉันท์

ดังนั้น มติคณะกรรมการบริหารเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ที่อนุมัติสินเชื่อ จึงต้องมีคุณอุตตมร่วมด้วย อย่างไม่มีข้อสงสัย

ถามว่า นายกรัฐมนตรีควรจะรู้ได้จากข้อมูลเหล่านี้ ว่าคุณอุตตมมีคุณสมบัติ หรือไม่?

ตอบว่า ควร

เพราะคุณสมบัติตาม รธน. มาตรา 160 ว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้น

ไม่จำเป็นว่าบุคคลนั้นต้องถูกดำเนินคดีเสียก่อน

เพียงแค่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ก็จะต้องนำมาพิจารณาแล้ว ส่วนการที่บุคคลนั้นจะรอดพ้นจากการถูกลงโทษ ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดนั้น เป็นปัจจัยรอง

และกรณีนี้ หลักฐานที่เชื่อถือได้ ก็เป็นหลักฐานจากศาลในไทย มิใช่ในต่างประเทศดังที่ท่านรองนายกอธิบายไว้

ถามว่า นายกรัฐมนตรีควรจะได้รู้ว่าการแต่งตั้งคุณอุตตมในตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง มีปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน หรือไม่?

ตอบว่า มี

หนึ่ง คำพิพากษาเกิดขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ภายหลังจากที่ ธปท. ร้องทุกข์กล่าวโทษ จึงถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ ธปท. จะต้องหยิบไปพิจารณา

เมื่อศาลฯ วินิจฉัยว่าคณะกรรมการบริหารมีเจตนาฝ่าฝืนประกาศธปท. ธปท.ก็หนีไม่พ้นที่ต้องพิจารณาว่าจะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษคุณอุตตม หรือไม่

การที่ธปท.ร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยไม่มีชื่อคุณอุตตม อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งธปท.จำเป็นต้องแก้ไข

สอง ศาลฯ วินิจฉัยว่าคณะกรรมการบริหารมีเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารกรุงไทยฯ และมีการพิพากษาให้กรรมการบริหาร 3 รายชำระเงินชดใช้แก่ธนาคารกรุงไทยฯ

ธนาคารกรุงไทยฯ จึงมีหน้าที่ต้องพิจารณาเรียกร้องให้คุณอุตตมชดใช้ในทำนองเดียวกัน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2562
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

บทความก่อนหน้านี้‘รมว.สุริยะ’​ ลุยเปิดงาน ‘ไทยแลนด์ อินดัสทรี เอ็กซ์โป 2019’ บรรยากาศ​คึกคัก
บทความถัดไปศูนย์ทนายสิทธิฯแถลงรับรัฐบาลใหม่ ชี้มรดก คสช. ยังอยู่ จี้ส.ส.เร่งทบทวน-แก้ไข ฟื้นนิติรัฐ-ปชต.กลับมา