SCB ลดเป้าศก.ไทยปี62 เหลือ 3.1 ชี้อาจเหลือ 2.7 หากเลวร้ายสุด

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง  ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรอบครึ่งปี โดยครั้งนี้ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2019 เหลือขยายตัว 3.1% จากประมาณการเดิมที่ 3.3% โดยมีสาเหตุหลักจากภาคการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญโดยเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปียังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากภาวะการค้าและการลงทุนของโลกที่ชะลอลงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะภาวะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% ในส่วนของสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ จีนก็มีมาตรการตอบโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่าราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 5-25% เช่นกัน

และแม้ล่าสุดจากการประชุม G20 ช่วงปลายเดือนมิถุนายน ทางจีนและสหรัฐฯ ได้พักรบจากการขึ้นภาษีลงชั่วคราว แต่ยังมีโอกาสที่จะกลับมาปะทุและทวีความรุนแรงในช่วงข้างหน้า ทั้งนี้จากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลาย (Dovish) มากขึ้น

อย่างไรก็ดี คาดว่านโยบายผ่อนคลายดังกล่าวจะทำได้เพียงช่วยพยุงเศรษฐกิจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ อีไอซีจึงมีการปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวของมูลค่าส่งออกเป็นหดตัวที่ -1.6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 0.6% รวมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเหลือ 40.1 ล้านคน หรือคิดเป็นการขยายตัวที่ 4.8% และลดประมาณการค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวตามการชะลอของเศรษฐกิจในหลายประเทศและการแข็งค่าของเงินบาท

ขณะที่ การใช้จ่ายในประเทศได้ชะลอลงตามอุปสงค์ด้านต่างประเทศเช่นกัน การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตามการหดตัวของภาคส่งออก การชะลอตัวของโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จากมาตรการ LTV และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังกังวลต่อประสิทธิภาพในการผลักดันและประสานนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลผสมใหม่

ทางด้านการลงทุนภาครัฐ อีไอซีคาดว่า การลงทุนด้านการก่อสร้างยังสามารถขยายตัวต่อเนื่องที่ประมาณ 7.0% แต่จะถูกฉุดด้วยการลงทุนด้านเครื่องมือเครื่องจักรที่ไตรมาสแรกหดตัวกว่า -11.7%YOY นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2563 ที่มีแนวโน้มล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนในโครงการที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพันและโครงการใหม่ สำหรับการบริโภคภาคเอกชน แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากการจ้างงานที่ขยายตัวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในส่วนที่เกิดขึ้นแล้วในไตรมาสที่ 2 และเพิ่มเติมหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่มีแนวโน้มชะลอตัวจากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 3.9% ตามการชะลอตัวของการใช้จ่ายสินค้าคงทนโดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ที่ขยายตัวสูงในช่วงก่อนหน้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง

ด้านนโยบายการเงิน อีไอซีคาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะคงที่อยู่ที่ 1.75% ในปี 2019 แต่มีโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คาด ความพยายามของ กนง. ในการทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้นให้กลับไปสู่จุดดุลยภาพ (policy normalization) และเพื่อสะสมความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy room) คงต้องชะลอตัวออกไปตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกว่าคาดและมีความเสี่ยงด้านต่ำมากขึ้น รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายนโยบายการเงิน

อย่างไรก็ดี จากการประชุมครั้งล่าสุด กนง. ยังส่งสัญญาณค่อนข้าง hawkish โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงชั่วคราวในปีนี้ก่อนจะเร่งตัวขึ้นในปีหน้า ตลอดจนยังคงแสดงความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเด็นหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้นและการประเมินความเสี่ยงทางการเงินที่ต่ำเกินไป อีไอซี จึงประเมินในกรณีฐานว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75% ในช่วงครึ่งหลังของปี ควบคู่กับการใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น Macroprudential measure เพื่อดูแลปัญหาเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างไรก็ดี อีไอซีประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยปี 2019 ชะลอลงมากกว่าที่คาดและขยายตัวต่ำกว่า 3% กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในช่วงปลายปีนี้เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนั้น อีไอซีประเมินว่า ค่าเงินบาทจะยังได้รับแรงกดดันด้านแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารหลักและธนาคารกลางในภูมิภาค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลสูง ตลอดจนเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาเป็นช่วง ๆ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่เหลือของปี

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมาจากทั้งภายในและภายนอก โดยแม้ว่าล่าสุดหลังการประชุม G20 สถานการณ์ด้านสงครามการค้าจะปรับตัวดีขึ้นบ้างจากการที่สหรัฐฯ ประกาศว่าจะไม่มีการขึ้นภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าของจีน แต่ความเสี่ยงด้านสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องโดยอาจเพิ่มความรุนแรงได้เพิ่มเติมในอนาคต

ซึ่งจากการศึกษาผลประมาณการภายใต้สมมุติฐานต่าง ๆ (Scenario analysis) ของอีไอซีพบว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด (สถานการณ์ด้านสงครามการค้าแย่ลงมากกว่าที่คาดไว้เพิ่มเติม) ในปี 2019 การส่งออกของไทยมีความเป็นไปได้ที่จะหดตัวมากถึง -3.1% และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจชะลอลงมาอยู่ที่ 2.7%

นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่ต้องจับตาคือความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น Brexit และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่อาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินและตลาดโภคภัณฑ์ของโลกได้ ขณะที่ ความเสี่ยงภายในประเทศมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยแม้ว่ารัฐสภาจะสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่รัฐบาลใหม่ยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งในเรื่องของเสถียรภาพและความสามารถในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากเสียงระหว่างพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านมีจำนวนใกล้เคียงกัน และยังรวมถึงการประสานแนวนโยบายระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลทั้งในมิติของวิธีการดำเนินนโยบายและเป้าประสงค์ของนโยบาย โดยความไม่แน่นอนด้านนโยบายดังกล่าวจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงอาจมีผลต่อการชะลอการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคเอกชนหลายแห่ง ต่างปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2562 ลง โดย ธปท.ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้จาก 3.8% มาอยู่ที่ 3.3% ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรปรับประมาณการลงจาก 3.7% มาอยู่ที่ 3.1% หรือแม้แต่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดลงที่ 3.8% จากเดิม 4%

ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค.62 ถึงปัจจุบัน (YTD) พบว่า มีทั้งภาครัฐและเอกชนอีก 11 แห่ง ปรับลดประมาณการจีดีพีปี 2562 ได้แก่

– สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดลงที่ 3.8% จากเดิม 4.0%

– สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดลงที่ 3.3 – 3.8% หรือค่ากลาง 3.6% จากเดิม 3.5 – 4.5% หรือค่ากลาง 4%

– คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ปรับลดลงที่ 3.7 – 4.0% (3.9) จากเดิม 4.0 – 4.3% (4.2)

– ธนาคารโลก (ประเทศไทย) ปรับลดลงที่ 3.8% จากเดิม 3.9%

– ธนาคารกรุงไทย ปรับลดลงที่ 3.8% จากเดิม 4.1%

– ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับลดลงที่ 3.8% จากเดิม 4%

– ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับลดลงที่ 3.2% จากเดิม 3.8%

– ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) ปรับลดลงที่ 3.0% จากเดิม 3.5%

– ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับลดลงที่ 3.5% จากเดิม 3.8%

– บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ ปรับลดลงที่ 3.6% จากเดิม 3.8%

– บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ปรับลดลงที่ 2.7% จากเดิม 4.1%

บทความก่อนหน้านี้“อนาคตใหม่” ซัดยกเลิกคำสั่ง คสช.ไร้ประโยชน์ เหตุ ม.279 รับรองหมด จี้หยุดคุกคามนักวิชาการ-นักเคลื่อนไหว
บทความถัดไปวรศักดิ์ มหัทธโนบล : อนาคตจีนศึกษา – 30 ปี อันเป็นอนิจจัง