เปิดชีวิต ‘กำนันเป๊าะ’ สู่สมญานาม “เจ้าพ่อเมืองชล” ตราบจนวาระสุดท้าย

ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของจ.ชลบุรี สำหรับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ หลังได้รับการพักการลงโทษเมื่อปี 2561 และเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายมาตลอด ก่อนจะเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.00 น.ของวันที่ 17 มิ.ย.

ล่าสุดวันที่ 17 มิ.ย. นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา อดีตหัวหน้าพรรคพลังชล เปิดเผยว่า บิดาได้เสียชีวิตแล้ว และจะมีพิธีรดน้ำศพในเวลา 15.00 น.ของวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ที่วัดแจ้งเจริญดอน หนองมน ต.แสนสุข อ. เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

สำหรับประวัติของ นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2480 เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ชาวจังหวัดชลบุรี ผู้กว้างขวางในภาคตะวันออก และเคยเป็นอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุขที่มีผลงานมากมายจนทำให้ชลบุรีเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนนักการเมืองจากภาคตะวันออกหลายคน จนได้รับการขนานนามว่า “เจ้าพ่อเมืองชล”

ด้านชีวิตส่วนตัว นายสมชาย สมรสกับ นางสติล คุณปลื้ม มีบุตรธิดา รวม 5 คน ซึ่งลูกชายทั้ง 4 คนของกำนันเป๊าะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น

กระทั่งกลายเป็นข่าวครึกโครมเมื่อ กำนันเป๊าะถูกเจ้าหน้าที่คอมมานโดบุกเข้าทำการจับกุมระหว่างหลบหนีการจับกุมในคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูร อดีตกำนันต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อปี 2546 และจับตามหมายจับในคดีบุกรุกเขาไม้แก้ว ก่อนถูกจับกุมได้เมื่อวันที่ 30 ม.ค. พ.ศ.2556

ต่อมาศาลจัดสินจำคุกกำนันเป๊าะ 5 ปี 4 เดือน และยึดทรัพย์ในคดีทุจริตซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว และจำคุก 25 ปี คดีจ้างวานฆ่านายประยูร ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 กำนันเป๊าะได้รับการพักการลงโทษกรณีพิเศษตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์

โดยกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ชี้แจงว่า ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายสมชาย รวม 28 ปี 4 เดือน ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษรวม 3 ครั้ง คือ ปี 2558 และปี 2559 จำนวน 2 ครั้ง เหลือกำหนดโทษครั้งหลังสุด 10 ปี 18 เดือน 20 วัน ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 4 ปี 9 เดือน 25 วัน เหลือโทษจำต่อไป 6 ปี 8 เดือน 25 วัน อีกทั้ง นายสมชายมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์พักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป เป็นนักโทษเด็ดขาด ชั้นเยี่ยม ต้องจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษครั้งหลังสุด

และมีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาด และอาการอยู่ในระยะอันตรายอาจถึงแก่ความตาย โดยป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และแพร่กระจายไปที่ปอดระยะที่ 4 ทำให้มีอาการปอดบวม บางครั้งหยุดหายใจต้องให้ออกซิเจน เพื่อช่วยหายใจ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องต้องเสียชีวิต จึงเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว

บทความก่อนหน้านี้‘รสนา’ ชำแหละ ส.ว. ซัดเป็นองครักษ์พิทักษ์คสช. กก.สรรหาไม่เป็นกลาง ขัดรธน.ชัดเจน
บทความถัดไป‘ปลอดประสพ’ ถาม ‘บิ๊กตู่’ จะทะเลาะกับเด็กทำไม? ชื่นชมครูยอมให้เด็ก ‘กล้าคิด-กล้าทำ’