อภิมหาเลือกตั้ง 190 ล้านอิเหนา โหวต ‘ผู้นำ-ส.ส.’

ศึกเลือกตั้งครั้งใหญ่ของอินโดนีเซีย ชาติเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีหมู่เกาะมากที่สุดในโลกราว 17,000 เกาะ ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อเช้าวันพุธที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา นับเป็นการเลือกตั้งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของโลก

ไม่เพียงเพราะในฐานะที่ อินโดนีเซีย เป็นชาติมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยเป็นรองเพียงอินเดียและสหรัฐอเมริกา

และการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกของอินโดนีเซียที่มีความซับซ้อนมากพอควร เพราะเป็นการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี, สมาชิกรัฐสภาที่มีจำนวนที่นั่งทั้งสิ้น 575 ที่นั่ง และสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มีที่นั่งชิงชัยรวมกันมากกว่า 20,392 ที่นั่งขึ้นพร้อมกันภายในวันเดียว ต้องใช้บัตรเลือกตั้งแตกต่างกันออกไปถึง 5 ใบ

การจัดเลือกตั้งพร้อมกันหมดในทุกระดับทุกภาคส่วนครั้งนี้ ส่งผลให้มีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ รวม 20 พรรค ลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งครั้งนี้รวมกันเป็นจำนวนมากกว่า 245,000 คน

ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่อินโดนีเซียเคยจัดเลือกตั้งมา ขณะที่มีการจัดเตรียมคูหาเลือกตั้งให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ออกไปใช้สิทธิกันในทั่วประเทศมากถึง 809,500 คูหา ภายใต้การดูแลอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่ประจำคูหาเลือกตั้งที่ประจำการอยู่ในทั่วประเทศราว 6 ล้านคน

ยังไม่นับรวมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารรวมกันมากกว่า 400,000 นาย สมทบกับกองกำลังป้องกันพลเรือนอีกประมาณ 1.6 ล้านคนที่ทำหน้าที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยของการเลือกตั้งในแต่ละพื้นที่

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ของอินโดนีเซีย อยู่ที่การชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดี ที่เป็นการฉายหนังซ้ำของคู่ชิงหน้าเดิมที่เคยประจันหน้ากันมาแล้ว

ระหว่าง นายโจโก วิโดโด ผู้ที่ชาวอิเหนาเรียกกันติดปากว่า โจโกวีŽ เจ้าของตำแหน่งจากพรรคพีดีไอ-พี วัย 57 ปี กับผู้ท้าชิงจากพรรคเกรินดรา นายปราโบโว สุเบียนโต อดีตนายพลแห่งกองทัพอินโดนีเซีย วัย 67 ปี และครั้งหนึ่งยังเคยเป็นลูกเขยของซูฮาร์โต ผู้นำเผด็จการผู้ล่วงลับ ก่อนที่จะหย่าร้างกับบุตรีของซูฮาร์โตไปในเวลาต่อมา

โดยสุเบียนโตเคยเสียท่าพ่ายแพ้ให้กับวิโดโดมาแล้วอย่างเฉียดฉิว ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2557

โพลสำรวจความนิยมที่สำนักจัดทำโพลส่วนใหญ่สำรวจออกมาก่อนหน้าวันเลือกตั้งชี้ว่าวิโดโดยังคงมีคะแนนนิยมทิ้งห่างผู้ท้าชิงอยู่ด้วยตัวเลข 2 หลัก โดยมีการชี้ถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้วิโดโดยังคงครองใจคนส่วนใหญ่อยู่มาจากเครดิตผลงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลวิโดโดที่ถือว่ายังเข้าตา

จากการมุ่งยกระดับพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้แข็งแกร่ง เช่น การสร้างถนนหนทาง สนามบิน และสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ขณะเดียวกันเขายังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพได้

ขณะที่ในการรณรงค์หาเสียงวิโดโดยังคงเน้นขายภาพลักษณ์ความเป็น คนของประชาชนŽ ที่ติดดินอย่างที่วิโดโดเคยพิชิตใจชาวอินโดนีเซียมาได้แล้ว หลังจากหันเหเส้นทางชีวิตของตนเองจากการเป็นเซลส์แมนขายเฟอร์นิเจอร์ มาเข้าสู่วงการเมืองจนประสบผลสำเร็จในสนามเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาและขึ้นชั้นเป็นประธานาธิบดีในที่สุด

แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสโจมตีวิโดโดได้ในศึกเลือกตั้งนี้ เป็นประเด็นที่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศที่วิโดโดยังไม่สามารถจัดการแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างที่เคยรับปากไว้

โดยเฉพาะไม่กี่ปีนี้ที่เราได้เห็นความแตกแยกหนักในสังคมอินโดนีเซียจากการปะทะทางศาสนาและการเหยียดเชื้อชาติ และการเลือกนายมารูฟ อามิน ครูสอนศาสนาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม มาเป็นคู่หูของวิโดโด ในการชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดี ก็อาจจะไม่เป็นผลดีเท่าไรนักสำหรับวิโดโด เพราะกลายเป็นการจุดความห่วงวิตกว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอินโดนีเซีย ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาติมุสลิมสายกลาง ไม่ได้อิงศาสนาสุดโต่ง!

ในส่วนของสุเบียนโต อดีตนายพลที่มีประวัติไม่ใคร่จะสู้ดีนัก จากการถูกกล่าวหาว่าเป็นคนสั่งอุ้มนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในช่วงยุคมืดภายใต้ระบอบอำนาจเผด็จการซูฮาร์โตที่ล่มสลายลงในปี 2541 รวมถึงการ กระทำอันโหดเหี้ยมต่อชาวติมอร์ตะวันออกในห้วงเวลานั้น การหวนกลับมาลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าเป็นเดิมพันชีวิตครั้งใหญ่อีกครั้งของสุเบียนโตบนเส้นทางทางการเมือง ที่หากสำเร็จ ก็ถือว่าโชคดี

แต่หากผลไปในทางตรงกันข้าม ก็อาจจะมีการถอดใจไปเลยหรือไม่ ต้องรอดู

ครั้งนี้ สุเบียนโตประกาศตัวเดินทางเดียวกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาที่ประกาศยึดผลประโยชน์ชาวอเมริกันเป็นหลักในการบริหารประเทศ ด้วยการ ชูนโยบาย อินโดนีเซียมาก่อนŽ

สุเบียนโตยังลั่นวาจาด้วยว่าจะทำการทบทวนเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาจากประเทศจีนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หากตนเองได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นอกจากนี้ สุเบียนโตยังประกาศที่จะเพิ่มงบประมาณสนับสนุนด้านการทหารและกลาโหมมากขึ้น

และแม้จะเป็นที่รับรู้ทั่วกันถึงปูมความเป็นมาของสุเบียนโตว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลนักการเมืองและกองทัพมากแค่ไหน แต่ในการรณรงค์หาเสียง ไม่เพียงสุเบียนโตจะพยายามตีตนออกห่างจากกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง แต่ยังตราหน้าโจมตีกลุ่มชนชั้นนำเหล่านี้ว่าชั่วร้าย

สุดท้ายแล้วผลเลือกตั้งของประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 3 ของโลกแห่งนี้จะปรากฏออกมาเป็นอย่างไร

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอินโดนีเซีย กว่า 190 ล้านคนจะเป็นผู้ชี้ชะตา!!

มติชนออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้ปชป.เคาะตั้ง คกก.กำหนดหลักเกณฑ์เลือกหน.พรรคใหม่ให้เสร็จใน 5 วัน
บทความถัดไป“บิ๊กตู่” หอบคณะเยือนจีน 26-27 เม.ย.นี้ หารือ BRF ครั้ง2 ร่วม 38 ปท.เส้นทางสายไหม